กลืนไม่เข้า คายไม่ออก
ฝรั่งมีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งว่า “To be or not to be, that is the question” มีที่มาจากกวีนิพนธ์เรื่องแฮมเล็ตของวิลเลียม เชกสเปียร์ โดยพระเอกซึ่งกำลังโศกเศร้าเสียใจรำพึงรำพันออกมา เพราะตัดสินใจไม่ถูกว่าจะมีชีวิตต่อไปอย่างอัปยศอดสูดี หรือจะฆ่าตัวตายหนีปัญหาดี เพราะพ่อถูกฆ่าโดยลุง ซึ่งกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับแม่ของพระเอก
ฝรั่งมีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งว่า “To be or not to be, that is the question” มีที่มาจากกวีนิพนธ์เรื่องแฮมเล็ตของวิลเลียม เชกสเปียร์ โดยพระเอกซึ่งกำลังโศกเศร้าเสียใจรำพึงรำพันออกมา เพราะตัดสินใจไม่ถูกว่าจะมีชีวิตต่อไปอย่างอัปยศอดสูดี หรือจะฆ่าตัวตายหนีปัญหาดี เพราะพ่อถูกฆ่าโดยลุง ซึ่งกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับแม่ของพระเอก
ความหมายของคำพูดนี้ถ้าแปลอย่างนวนิยายกำลังภายในคือ จะตายก็ไม่ได้ จะอยู่ก็ไม่ได้ หรือถ้าแปลอย่างไทยๆ คือ จะกลืนก็ไม่เข้า จะคายก็ไม่ออก เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างใด ก็ไม่มีผลดีแก่ตัวเอง
ผมว่าขณะนี้ใครที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารการเงินการคลังของประเทศ ก็คงรำพึงรำพันคล้ายๆ กันกับพระเอกในกวีนิพนธ์ เพราะในขณะที่รายได้ของรัฐบาลไม่เพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายกำลังรออยู่เบื้องหน้าทั้งรายจ่ายปกติ และรายจ่ายค่าโง่ที่ต้องจ่ายให้บริษัทเอกชนและค่าเสียหายจากโครงการประชานิยมหลายโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ โครงการรับจำนำข้าว
อธิบดีกรมสรรพากรเองออกมายอมรับว่า ยอดการจัดเก็บภาษีปี 2557 จะต่ำกว่าเป้าถึง 120,000 ล้านบาท และไม่แน่ว่าการจัดเก็บภาษีหาเงินเข้ารัฐของปีงบประมาณ 2558 จะเก็บได้ตามเป้า เพราะเวลาผ่านมาเกือบสิ้นไตรมาสแรกของปีงบประมาณแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างที่คาดกัน ทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก
จริงอยู่แม้ว่าทางหน่วยงานด้านจัดเก็บของรัฐจะพยายามเร่งรัดจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น เร่งรัดการสุ่มตรวจบัญชีของผู้เสียภาษี หรือแม้แต่สมมติว่ามีการจัดเก็บภาษีมรดกหรือภาษีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นได้จริงภายในปีงบประมาณนี้ แต่คงไม่สามารถทำรายได้เข้ารัฐอย่างเป็นกอบเป็นกำชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปจากมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา รวมทั้งภาษีที่เก็บได้ลดลงเพราะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้การบริโภคของประชาชนชะลอตัวลง
ท้ายที่สุดผมเชื่อว่ารัฐบาลอาจหลีกเลี่ยงการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากที่เก็บอยู่ 7% ในปัจจุบันไม่ได้ เพราะการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มทุก 1% จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มถึง 7 หมื่นล้าน-1 แสนล้านบาท พอที่ช่วงปิดปีงบประมาณ 2.5 ล้านล้านบาทได้ แต่สำหรับปีงบประมาณ 2559 ที่ตั้งไว้สูงถึง 2.9 ล้านล้านบาทนั้น คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับอัตราภาษีนี้ขึ้น ถ้ามีความจำเป็นต้องรักษาวินัยการคลังเอาไว้
แต่อย่างที่ว่าแหละครับ แต่รัฐมนตรีคลังออกมาพูดเปรยๆ แบบโยนหินถามทางว่าอาจจำเป็นต้องปรับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1% เพราะมั่นใจว่าประชาชนจะรับภาระส่วนเพิ่มนี้ไหว ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์สนั่นเมืองว่า รัฐบาลเตรียมเก็บภาษีจากคนที่มีรายได้น้อยทั้งประเทศไปช่วยคนรวยที่ได้รับอานิสงส์จากการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา และท้ายที่สุดก็ดูเหมือนว่าจะถูกเบรกไปตามระเบียบ
แต่ก็แน่นอนว่า ถ้าไม่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากอัตราเดิม และรัฐบาลไม่สามารถปิดที่งบประมาณเพราะได้เตรียมการกู้เงินไว้แล้วเต็มพิกัดเท่าที่จะทำได้โดยไม่เสียวินัยการคลัง
ผู้บริหารกระทรวงการคลังที่มีหน้าที่หาเงินมาให้หน่วยราชการอื่นใช้ ที่คงหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้อีก ผมถึงว่าคนเหล่านี้คงกำลังรำพึงรำพันกับตัวเองเหมือนตัวละครในนวนิยายว่าจะขึ้นแวตดีหรือไม่ขึ้นดี ขึ้นก็ไม่ได้ ไม่ขึ้นก็อยู่ไม่ได้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก็ได้แต่เอาใจช่วยเพราะบางเรื่องของการหาเงินไม่ง่ายเหมือนกับการใช้เงินอยู่แล้ว
ผมพูดเรื่องภาษีวันนี้ เพราะเผอิญช่วงนี้มีแขกชาวเดนมาร์กมาพักอยู่ด้วยที่บ้าน เพราะประเทศนี้เขาทำงานกันแค่ปีละ 10 เดือน มีโอกาสนั่งคุยกับเขาว่าทำไมปีหนึ่งๆ ถึงทำงานกันไม่ครบ 12 เดือน เขาก็บอกว่า
ไม่จำเป็นเพราะรายได้ของเขานั้นเฉลี่ย 12 เดือนอยู่แล้ว และที่ประเทศของเขานั้นเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นต่ำ 40% สูงสุดถึง 50% ของรายได้ทั้งปี
ฟังทีแรกผมคิดว่าถ้าเผอิญอยู่ในประเทศนั้นคงต้องหาทางลาออกจากการเป็นพลเมืองดีกว่า เพราะการจัดเก็บภาษีแบบวัดครึ่ง กรรมการครึ่งแบบนี้ ผมว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนเกินไป เพราะขนาดผมเสียอยู่แค่ 30% ยังรู้สึกเสียดายเงินภาษีที่ถูกเก็บจากหยาดเหงื่อแรงงานที่ออกไปทำงานมาทั้งปี แต่เพื่อนชาวเดนมาร์กคนนี้บอกผมว่า เขายินดีที่จะเสียภาษีให้รัฐ 50% ไม่ใช่เพราะเป็นคนรักชาติ ทำมาหากินเสียภาษีให้รัฐนำเงินภาษีไปทำนุบำรุงประเทศอย่างที่บางประเทศโฆษณาชวนเชื่อให้คนเชื่อ แต่เขายินดีที่จะเสียภาษีเพราะเงินภาษีทุกโครน (Krone) ที่เขาจ่ายให้รัฐบาลจะถูกนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สุขกับตัวเขาเองทั้งในปัจจุบันและอนาคต
กล่าวคือ ด้วยเงินภาษีที่เก็บจากประชาชนชาวเดนมาร์กทุกคนจะได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพจากรัฐบาลฟรีทุกคนทุกโรคจากโรงพยาบาล ซึ่ง 90% เป็นโรงพยาบาลของรัฐทั้งสิ้น ประชาชนไม่ต้องเสียค่าประกันสุขภาพเหมือนในประเทศที่มีปัญหาแล้วบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา
นอกจากการรักษาพยาบาลฟรีในมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศแล้ว ชาวเดนมาร์กทุกคนจะได้รับการศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษาจนจบมหาวิทยาลัยฟรีทุกคน และที่น่าทึ่งคือในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย นักศึกษาจะได้รับเงินเลี้ยงชีพจากรัฐบาลอีกเดือนละประมาณ 50,000 บาท เพื่อจะได้ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาหาความรู้ ในช่วงที่ยังไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพได้
นอกจากนั้น รัฐบาลยังจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ที่ตกงานหรือยังไม่มีงานทำ มีการจ่ายเงินช่วยเหลือและให้สวัสดิการแก่สตรีมีครรภ์ และการให้วันหยุดยาวถึง 3 เดือน เพื่อดูแลลูกอ่อน
สรุปแล้ว รัฐบาลให้สวัสดิการแก่ประชาชนตั้งแต่เกิดจนตายโดยไม่ต้องอาทรร้อนใจ ปีหนึ่งออกมาเที่ยวนอกประเทศได้ครั้งหนึ่งแรมเดือน เพราะฉะนั้นชาวนมวัวทุกคนจึงยินดีที่จะจ่ายภาษีให้รัฐบาลในอัตราที่
คนไทยอย่างผมฟังทีแรกแล้วขนหัวลุก
พูดจริงๆ นะครับ ทีแรกผมคิดว่าระบบภาษีเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการแบบนี้น่าจะเหมาะแก่ประเทศไทย เพราะเป็นการเก็บภาษีทางตรงจากคนรวยมาอุดหนุนจุนเจือคนร่วมชาติทั้งประเทศ ประชาชนทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนแค่ไหนบุตรหลานมีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน มีโอกาสได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีคุณภาพเหมือนกัน และได้รับสวัสดิการต่างๆ จากรัฐเท่าเทียมกันมันน่าจะเป็นระบบการกระจายรายได้ที่ดีและมีประสิทธิภาพกว่าการออกนโยบายประชานิยมต่างๆ ใช่ไหมครับ
แต่พอคิดไปคิดมาชักสองจิตสองใจว่าระบบรัฐสวัสดิการแบบนี้เหมาะแก่การนำมาใช้ในประเทศไทยจริงหรือ เพราะการบริหารงานระบบนี้ จะต้องประกอบด้วยผู้บริหารที่มีความสามารถและมือสะอาด ไม่คอร์รัปชั่นโกงกินเงินภาษีของประชาชนผู้บริหารระบบการศึกษา และระบบการรักษาพยาบาลจะต้องสามารถสร้างมาตรฐานสถานศึกษา ครูบาอาจารย์ และสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ข้าราชการหรือผู้ที่ให้บริการจะต้องไม่เตะถ่วงการให้บริการแก่ประชาชนทุกคนเพื่อเรียกเงินค่าน้ำร้อนน้ำชา
และที่สำคัญ ผู้รับบริการหรือประชาชนจะต้องไม่ยอมรับการใช้อภิสิทธิ์ตัดสินหรือใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวแบบระบบอุปถัมภ์เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าละอายแต่กลับภาคภูมิใจว่าเป็นวีไอพี เหมือนคนในประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศ
พอคิดมาถึงแค่นี้เลยเลิกคิดกลับไปวิ่งเล่นดูแลตัวเองไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วยดีกว่า เพราะตอนนี้ผลประโยชน์ทางตรงที่ได้รับจากรัฐหลังจากที่จ่ายภาษีมาหลายสิบปีตั้งแต่หนุ่มจนแก่ มีอย่างเดียว คือ เบี้ยยังชีพคนชราเดือนละ 600 บาท คงช่วยอะไรมากไม่ได้ถ้าทำมาหากินไม่ได้ ใช่ไหมครับ


