
มะกันเดินเกมพลาด! ยื้อปฏิรูปไอเอ็มเอฟเสี่ยงเจ็บเอง
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ความพยายามในการปฏิรูปโครงสร้างของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ล่าสุดก็ต้องยืดเยื้อออกไปอย่างไม่รู้อนาคต เมื่อสภาคองเกรสของสหรัฐไม่อนุมัติงบประมาณที่จำเป็นสำหรับการปฏิรูปองค์การระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายในการการป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจแห่งนี้
วิกฤตการเงินโลกปี 2008 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญซึ่งทำให้กลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วซึ่งเคยเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต้องลดบทบาทลง ขณะที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เติบโตอย่างร้อนแรงและกำลังก้าวขึ้นมามีอิทธิพล ส่งผลให้เกิดการพูดถึงเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์การระหว่างประเทศให้กลุ่มตลาดเกิดใหม่เข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกมากขึ้น
ไอเอ็มเอฟก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่สถานการณ์โลกบีบให้ต้องมีการปฏิรูปเช่นกัน โดยเมื่อปี 2010 บอร์ดไอเอ็มเอฟผ่านร่างมาตรการปฏิรูปซึ่งจะมีผลให้อำนาจในการกำหนดทิศทางขององค์กรถ่ายโอนไปสู่มือของชาติตลาดเกิดใหม่มากขึ้น
นอกจากนี้ การปฏิรูปยังหมายรวมถึงการขยายขนาดของทุนสำรองเป็น 2 เท่า หรือเท่ากับ 7.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 24.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะทำให้ไอเอ็มเอฟมีความสามารถในการกู้สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจมากขึ้น
ทั้งนี้ อำนาจการตัดสินใจในไอเอ็มเอฟนั้นเป็นแบบโควตาตามสัดส่วนการลงทุน หมายความว่า “ยิ่งให้ทุนสนับสนุนไอเอ็มเอฟมาก ยิ่งมีเสียงดังในที่ประชุมมาก” ซึ่งในกรณีนี้สหรัฐได้อัดเงินเข้ากองทุนไอเอ็มเอฟถึง 18% และเป็นเจ้าเดียวที่มีสิทธิในการออกเสียงถึง 17% ฉะนั้น การปฏิรูปโครงสร้างไอเอ็มเอฟจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากเมืองลุงแซม
อย่างไรก็ตาม สภาคองเกรสซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายของการปฏิรูปกลับไม่ยอมให้การปฏิรูปไอเอ็มเอฟเกิดขึ้นจริง แม้ว่าประธานาธิบดี บารัก โอบามา จะพยายามผลักดันประเด็นดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2010 เพราะ สส.ในสภาซึ่งส่วนใหญ่มาจากพรรครีพับลิกัน วิตกว่า การปฏิรูปจะเป็นการลดอิทธิพลของสหรัฐในไอเอ็มเอฟซึ่งหมายถึงการลดบทบาทสหรัฐบนเวทีเศรษฐกิจโลกด้วย มิหนำซ้ำยังเป็นการเปิดช่องให้กับคู่แข่งในโลกตลาดเกิดใหม่อย่าง จีน ซึ่งจ้องที่จะเข้ามานั่งในเวทีแห่งนี้ตาเป็นมัน
ยืนยันได้จากท่าทีของ สส.พรรครีพับลิกัน ที่ออกโรงต่อต้านอย่างแข็งขันหลังไอเอ็มเอฟเร่งให้เกิดการเพิ่มทุน เพื่อสร้างเป็นกองทุนฉุกเฉินสำหรับกู้สถานการณ์เศรษฐกิจยูเครน โดย เท็ด ครูส วุฒิสมาชิก จากเท็กซัส แสดงความเห็นว่า การปฏิรูปโครงสร้างไอเอ็มเอฟจะเป็นการลดอิทธิพลของสหรัฐและเพิ่มบทบาทของรัสเซียให้เข้ามาแทนที่
แน่นอนว่า การขวางทางปฏิรูปกองทุนการเงินระหว่างประเทศสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งหลายชาติมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วด้วยซ้ำ แต่กลับไม่มีเสียงในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก
กรณีดังกล่าวจึงกลายเป็นแรงผลักดันหลักทำให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมตัวกันตั้งกองทุนเพื่อดูแลสถานะทางการเงินด้วยลำแข้งของตนเอง ทั้งการผลักดันในการตั้ง “ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ (เอ็นดีบี)” โดยกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ชั้นนำ (บริกส์) ซึ่งมีทุนสำรองถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และการที่จีนเป็นหัวหอกสำหรับการตั้ง “ธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี)” ซึ่งมีทุนสำรองเริ่มต้นถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
เป้าหมายหลักของการตั้งสถาบันการเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่คือ การคานอิทธิพลขององค์กรด้านการเงินของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งตัวแทนของโลกตะวันตกอย่างไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กับตัวแทนของญี่ปุ่นอย่างธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี)
ทั้งนี้ การตั้งสถาบันการเงินเป็นของตนเองนับเป็นการปลดปล่อยทุนจำนวนมหาศาลให้แก่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากสถาบันโลกตะวันตกอีกต่อไป
เมื่อไม่นานมานี้อินเดียเตรียมขอเงินกู้จากเอไอไอบีในการลงทุนทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่สามารถขอทุนสนับสนุนจากเวิลด์แบงก์ได้เนื่องจากโครงการดังกล่าวทำลายสภาพแวดล้อม นับเป็นตัวสะท้อนที่ชัดเจนถึงการลดบทบาทของสถาบันการเงินของซีกโลกตะวันตกต่อกลุ่มตลาดเกิดใหม่
ด้าน คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ออกโรงเตือนว่าการดื้อดึงของสภาคองเกรสจะทำให้ศักยภาพในการกู้วิกฤตเศรษฐกิจโลกลดลง หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ความพยายามในการรักษาอิทธิพลของตนในไอเอ็มเอฟกลับเป็นการบ่อนทำลายอิทธิพลของสหรัฐในเวทีโลกเสียเอง และหากเหตุการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป คงได้เห็นสถาบันการเงินของตลาดเกิดใหม่เป็นผู้มีบทบาทหลักในการกู้วิกฤตเศรษฐกิจ แทนที่โลกตะวันตกอย่างแน่นอน







