
งัดข้อกันอีกยก!!!
เมื่อล่าสุดคณะทำงานอัยการยังไม่มีความเห็นสั่งคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยมีมติชี้มูลความผิดไปแล้ว
เมื่อล่าสุดคณะทำงานอัยการยังไม่มีความเห็นสั่งคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยมีมติชี้มูลความผิดไปแล้ว
ท่าทีของอัยการสูงสุด (อสส.) รอบนี้ จึงยิ่งตอกย้ำเสียงวิจารณ์ว่ามีความพยายามเตะถ่วงยื้อคดีนี้ให้ทอดเวลายาวออกไปเรื่อยๆ และแน่นอนว่าท่าทีเช่นนี้ไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งกับ อสส.
แรงเสียดทานต่อ อสส.เริ่มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่เมื่อครั้งมีคำสั่งไม่ฟ้องยิ่งลักษณ์ จนนำมาสู่การตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง อสส.และ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปร่วมกัน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาปรากฏความเสียหายจับต้องได้มูลค่าหลายแสนล้านบาท แถม ป.ป.ช.และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยังเคยมีหนังสือทักท้วงอยู่เป็นระยะให้รัฐบาลทบทวนโครงการเพื่อระงับยับยั้งความเสียหายไม่ให้ลุกลามไปมากกว่าที่เป็นอยู่
ทว่า หลังจากตั้งคณะทำงานร่วม อสส. และ ป.ป.ช. ทั้งสองฝ่ายต่างยังยืนยันในจุดยืนของตัวเองชนิดที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหาข้อสรุปร่วมกันได้
เริ่มตั้งแต่ที่ อสส.เห็นว่าสำนวนของ ป.ป.ช.ยังไม่สมบูรณ์ทั้งในส่วนของทั้งมูลค่าความเสียหายและหลักฐานทุจริต
จนล่าสุด การประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันในการสอบพยานบุคคลและการส่งพยานเอกสารเพิ่มเติม ประเด็นการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)
สวนทาง ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ออกมาส่งสัญญาณว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่ ป.ป.ช.จะสอบให้ทุกประเด็นตามที่ฝ่าย อสส.ระบุ อีกทั้งประเด็นการซื้อขายข้าวแบบจีทูจีนั้นไม่เกี่ยวข้องกับสำนวน ที่ยิ่งลักษณ์ไม่ยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว
เส้นทางต่อจากนี้จึงอยู่ที่ข้อสรุปจากการเจรจาร่วมกันของทั้งสองฝ่ายครั้งสุดท้าย ที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ซึ่งความสำคัญอยู่ตรงที่แม้รอบนี้จะไม่ได้ข้อยุติ ป.ป.ช. ก็สามารถดำเนินการยื่นฟ้องได้เอง
ที่สำคัญถือเป็นการวัดใจ อสส.ที่ต้องจับตาว่า จะมีความเห็นร่วมให้สั่งฟ้อง ยิ่งลักษณ์ หรือปล่อยให้ ป.ป.ช.เป็นผู้ดำเนินการโดยลำพัง เพราะหากเป็นอย่างหลังย่อมไม่เป็นผลดีกับ อสส.
ยิ่งทำให้ห้วงเวลาที่ภาพลักษณ์ของ อสส.สั่นคลอนอย่างหนัก โดยเฉพาะการถูกมองว่าเอนเอียงอยู่ฝั่งการเมือง ตั้งแต่เมื่อครั้งรัฐบาลที่ผ่านมา แม้หลังรัฐประหารภาพลักษณ์นี้ก็ยังไม่หายไป
แม้ อสส.ที่พยายามหยิบยกเหตุผลเรื่องความรอบคอบรัดกุมของสำนวนมาอธิบาย ไม่อาจดึงให้สังคมคล้อยตามได้มาก เมื่อ ป.ป.ช.ออกมายืนยันถึงความสมบูรณ์ของสำนวน พร้อมยืนกรานไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามที่ อสส.ระบุ
นั่นยิ่งทำให้สังคมมองว่าท่าทีของ อสส.มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือหวังผลจากการลากยาวคดีนี้ออกไปนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อคดีนี้ถือเป็นคดีสำคัญแถมยังมีผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต เพราะนโยบายเรื่องรับจำนำข้าวถือเป็นนโยบายหาเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ได้เสียงสนับสนุนล้นหลาม และกำลังย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้พรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรง
นอกจากมูลค่าความเสียหายที่จะถูกหยิบยกไปถล่มในการหาเสียงรอบหน้าแล้ว หากคำวินิจฉัยของศาลในอนาคตออกมาว่า ยิ่งลักษณ์มีความผิดฐานไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดความเสียหาย ย่อมอาจเป็นชนักติดตัว ถูกกันออกนอกสนามการเมืองรอบหน้า
สอดรับไปกับคดีการถอดถอนยิ่งลักษณ์ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งนัดประชุมแถลงเปิดคดีในวันที่ 9 ม.ค. 2558
ประเมินกันว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ สนช. 3 ใน 5 หรือ ประมาณ 132 เสียง จะเทคะแนนถอดถอนยิ่งลักษณ์ แถมเวลานี้กระแสเรื่องปรองดองเริ่มแว่วดังขึ้นเรื่อยๆ
การยื้อเวลาของคดีนี้ แม้จะเป็นผลดีกับอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่จะได้อานิสงส์ต่อลมหายใจทางการเมืองให้ยาวนานขึ้น แต่แน่นอนว่าไม่เป็นผลดีกับ อสส.ที่จะยิ่งทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเอง โดยเฉพาะกับคดีนี้ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง
ที่สำคัญนี่อาจจะเป็นโจทย์สำคัญให้กระบวนการการปฏิรูปที่กำลังเดินหน้าอยู่ในเวลานี้ต้องหยิบยกมาพิจารณาจัดวางโครงสร้าง อสส.ใหม่เป็นที่ยอมรับมากขึ้น







