
เสียงสะท้อนคนใช้แท็กซี่ ขึ้นราคาอย่าลืมปรับปรุงบริการ
ถ้าไม่พัฒนา วันหนึ่งผู้ใช้บริการจะไปเลือกบริการอื่นที่ดีกว่าแทน ผลที่ตามมาคือไม่มีรายได้
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
นับจากวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง การปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารแท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยปรับราคาขึ้นในระยะทางช่วงแรก 8% และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปสุดเพดานที่ 13%
แน่นอนว่าผู้ใช้บริการต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และมีความคาดหวังเพิ่มตามไปด้วย นั่นคือหวังว่าคนขับแท็กซี่จะปรับปรุงคุณภาพบริการให้สมกับราคาค่าโดยสารที่ต้องจ่ายออกไป
วีรพงษ์ พูลอ่อน พนักงานบริษัทเอกชน ให้ความเห็นว่า การขึ้นค่าแท็กซี่กระทบรายจ่ายเพิ่มขึ้นพอสมควร เพราะปกติใช้บริการประจำอยู่แล้ว แต่ก็เข้าใจว่าขณะนี้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นค่าโดยสารแล้ว แท็กซี่ก็ไม่ควรปฏิเสธผู้โดยสาร หรือหลีกเลี่ยงการกดมิเตอร์
วีรพงษ์เรียกร้องให้ผู้ขับแท็กซี่ปรับพฤติกรรม คือ 1.ไม่ควรเลือกผู้โดยสาร 2.ดูแลรักษาสภาพรถยนต์ให้สะอาดดูดีน่าใช้ 3.พูดจาให้เกียรติผู้โดยสาร และ 4.แนะนำเส้นทางที่ใกล้และรวดเร็วให้กับลูกค้า ไม่ใช่พานั่งอ้อมไปไกลกว่าเดิม
สุมล คมชื่น ผู้ใช้บริการแท็กซี่อีกคนหนึ่ง แสดงความไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าโดยสาร โดยมองว่าเรื่องนี้อาจเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ หากผู้ให้บริการแท็กซี่มีหลักประกันที่ชัดเจนในการปรับปรุงบริการ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิเสธผู้โดยสาร แต่ที่ผ่านมามาตรการกวดขันพฤติกรรมลักษณะนี้ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม ผู้โดยสารทั่วไปซึ่งเป็นคนไทยยังถูกปฏิเสธเช่นเดิม
“คนขับแท็กซี่ยังมีพฤติกรรมเลือกผู้โดยสารเหมือนเดิม ทั้งยังจอดกีดขวางการจราจรบริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้ากันเต็มไปหมด แต่พอจะเรียกใช้บริการกลับไม่ยอมวิ่งให้ จึงไม่เชื่อว่ามาตรการขึ้นราคาค่าโดยสารจะส่งผลให้งานบริการดีขึ้นไปด้วยได้ ยิ่งจะตอกย้ำความขัดแย้งหรือความไม่พอใจต่อผู้ขับแท็กซี่มากขึ้นอีกด้วย” สุมล กล่าว
อาทิตย์ สุวัฒนา เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยมีประสบการณ์ไม่ดีกับคนขับแท็กซี่ เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ถูกขับรถอ้อมออกจากเส้นทางที่ใช้ประจำจนมิเตอร์วิ่งไป 105 บาท จากปกติที่จ่าย 91 บาท
“เขาขับรถอ้อมทางที่เราใช้ประจำ อ้างว่าไม่อยากติดไฟแดง เถียงกันไปเถียงกันมา เลยพูดกับคนขับไปว่าพี่จะวนอ้อมเท่าไหร่ก็ได้ ผมจะจ่ายแค่ 91 บาท สรุปมิเตอร์ขึ้นไปที่ 105 บาท แต่ผมไม่ยอมจ่ายเด็ดขาด เถียงกันอยู่นาน สุดท้ายคนขับขอแค่ 100 บาท เลยให้ไปเพราะอยากจบเรื่อง เถียงจนเหนื่อย เป็นประสบการณ์ที่แย่มาก ยิ่งตอนนี้ปรับราคาขึ้นอีกคิดว่าคงจะไม่ใช้บริการแล้ว” อาทิตย์ กล่าว
มณฑล ศิลาแสน เป็นอีกหนึ่งผู้ใช้บริการก็ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกัน โดยเรียกร้องคนขับแท็กซี่เรื่องมารยาท การพูดจากับผู้โดยสาร อยากให้คิดไว้เสมอว่ากำลังทำงานด้านบริการ ถ้าไม่ชอบงานแบบนี้อย่ามาทำเลย
“เข้าใจความรู้สึกเวลาขับรถบนถนนใน กทม.มักรู้สึกอารมณ์เสียเพราะรถติด แต่อย่ามาใส่อารมณ์กับลูกค้าแบบนี้ เคยเจอมาบ้างที่คนขับพูดจาไม่ดีเลย เช่น เรื่องเงินทอน 5 บาท 10 บาท เราไม่ให้ก็มาหาว่างก ด่าเราว่าทำไมไม่เตรียมเศษเงินไว้บ้าง ก็เลยตอบกลับไปว่า แล้วทำไมคุณไม่เตรียมเศษเงินไว้บ้างเหมือนกันล่ะ จะปัดเศษเงินขึ้นหรือลงขออนุญาตกันบ้าง ไม่รีบเร่งจริงๆ ไม่ใช้บริการแท็กซี่แน่นอน”มณฑล กล่าว
ด้าน วิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขต กทม. กล่าวว่า พร้อมรับความเห็นจากผู้ใช้บริการไปปรับปรุงให้ดีขึ้น ที่ผ่านมาข้อร้องเรียนที่เข้ามามากที่สุดคือ การปฏิเสธผู้โดยสาร แต่เชื่อว่าหลังจากปรับค่าโดยสารแล้ว จะทำให้ผู้ขับลดการปฏิเสธผู้โดยสารลงได้ พร้อมทั้งให้บริการที่ดีขึ้นอีกด้วย เพราะในปัจจุบันแท็กซี่แบบเก่าต้องแข่งขันกับแท็กซี่รูปแบบใหม่ๆจึงหนีไม่พ้นที่ต้องพัฒนาคุณภาพงานบริการเพื่อแข่งขันทางการตลาด
“ขอฝากคนขับรถแท็กซี่ว่า เราต้องพัฒนาตนเองให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน ถ้าไม่พัฒนา วันหนึ่งผู้ใช้บริการจะไปเลือกบริการอื่นที่ดีกว่าแทน ผลที่ตามมาคือไม่ได้ทั้งผู้โดยสารและไม่มีรายได้ ฉะนั้นวันนี้ต้องช่วยกันทำให้เกิดจิตวิญญาณ เพื่อเป็นผู้ให้บริการอย่างมืออาชีพมากขึ้น”วิฑูรย์ กล่าว







