posttoday
การเมือง-กลุ่มทุนรุมทึ้งหวย

การเมือง-กลุ่มทุนรุมทึ้งหวย

11 มิถุนายน 2553

มาถึงวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า “การเมือง” กับเรื่องของ “หวย” นั่นเป็นของคู่กันเพราะใครที่ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็เป็นที่รู้กันว่าจะต้องเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

มาถึงวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า “การเมือง” กับเรื่องของ “หวย” นั่นเป็นของคู่กันเพราะใครที่ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็เป็นที่รู้กันว่าจะต้องเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

โดย...ทีมข่าวการเงิน

มาถึงวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า “การเมือง” กับเรื่องของ “หวย” นั่นเป็นของคู่กันเพราะใครที่ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็เป็นที่รู้กันว่าจะต้องเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

เหมือนซื้อบ้านแล้วได้แถมเฟอร์นิเจอร์ จะเห็นได้จากเดิมทีที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลสมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นที่รู้กันดีว่าพวกพ้องคนในพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งเจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือกลุ่มทุนที่หนุนพรรคการเมืองได้เข้ามาสวาปามโควตาจนเกิดคำที่คนในวงการค้าสลากเรียกว่า 5 เสือ เกิดขึ้น อันประกอบด้วยบริษัท สลากมหาลาภ, บริษัท ปลื้มวัธนา (ชื่อใหม่ แอดวานซ์ เทคโนโลยี ซิสเต็มส์) บริษัท ไดมอนด์ ล็อตโต้ เป็นของ “เจ๊แดง” หรือนางปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต

ขณะที่บริษัท หยาดน้ำเพชร และบริษัท บีบี เมอร์ชานท์ เป็นของ “เจ๊สะเรียง” น.ส.สะเรียง อัศววุฒิพงศ์ ซึ่งพากันได้รับการจัดโควตาสลากนอนกินกันสบายมาหลายปี

การเมือง-กลุ่มทุนรุมทึ้งหวย

จนเมื่อเข้าสู่ยุคที่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมตรี ก็เกิดการรื้อโควตาสลากครั้งใหญ่โดย นายวราเทพ รัตนากร รมช.คลัง สมัยนั้น

เป้าหมายหวังเพื่อโละกลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคการเมืองเดิม และจัดสรรผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนกลุ่มใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกพ้องน้องพี่ของนายกรัฐมนตรีจนเกิดเป็น “เสือตัวใหม่” เข้ามาแบ่งเค้ก 5 เสือกองสลากเดิม โดยที่เจ๊แดง กับเจ๊สะเรียง แม้จะดูลดบทบาทแต่ก็ถือยังเป็น “ขาใหญ่” ได้รับความเกรงใจ และมีฐานะอำนาจที่เข้มแข็งในสำนักงานสลากฯ อยู่

ต่อมาจนยุคนี้ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ปรากฏว่ากว่า 1 ปีที่ผ่านมาปัญหาเรื่องโควตาสลากกลายเป็นปัญหาที่ไม่สามารถจัดการได้ สะท้อนจากปัญหาสลากที่แพงหูฉี่ ขณะที่ปัญหายิ่งรุนแรงกว่าเดิม

แม้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะประกาศชัดว่า รัฐบาลนี้จะไม่ทำโครงการหวยออนไลน์เพราะกลัวว่าจะเป็นการมอมเมาประชาชน แต่เหมือน “ปากว่าตาขยิบ” เพราะเมื่อปลายปี 2552 ที่ผ่านมาสำนักงานสลากฯ ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิมพ์สลากการกุศลเพิ่มอีก 14 ล้านฉบับ เพิ่มจากสลากที่จำหน่ายอยู่แล้วในปัจจุบัน 46 ล้านฉบับ รวมทั้งหมดเป็นจำนวน 60 ล้านฉบับ ซึ่งก็ถือว่าปริมาณสลากที่เพิ่มขึ้นมากมายขนาดนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้มีการจำหน่ายหวยออนไลน์ขึ้นในระบบ

ประกอบกับขณะนี้ทางคณะกรรมการสลากฯ มีนโยบายเรื่องการจัดสรรโควตาสลากใหม่ ซึ่งดูคล้ายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของทุกรัฐบาลไปแล้วที่ต้องเข้ามารื้อกลุ่มทุนเก่า เพื่อเอากลุ่มทุนใหม่ พวกพ้องของตัวเองที่ให้การสนับสนุนเข้าไปฮุบโควตาแทน

นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองกับเรื่องผลประโยชน์ในสำนักงานสลากฯ ยังสะท้อนให้เห็นได้จากการจัดสรรโควตาสลากการกุศล 14 ล้านฉบับรอบใหม่นี้ ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดสรรสลาก 4 ล้านฉบับให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 1.5 ล้านฉบับ และสมาคมทหารผ่านศึก 1.1 ล้านฉบับ ส่วนที่เหลืออีก 1.4 ล้านฉบับให้สำนักงานสลากฯ จัดสรรให้กับมูลนิธิ องค์กรอื่นๆ ซึ่งการจัดสรรรอบนี้ก็เป็นแบบมีลับลมคมใน

ขณะที่การจัดสรรโควตาสลากให้ผู้ค้ารายใหญ่ก็เป็นไปตามคาด เพราะกลุ่มของ เจ๊แดง และบุตรสาว กับ เจ๊สะเรียง ได้รับชิ้นปลามัน คว้าโควตาสลาก 6 ล้านฉบับไปนอนกินแบบสบายแบบไร้คู่แข่ง โดยได้รับการจัดสรรโควตาสลากบำรุงการกุศล จำนวนงวดละ 2 หมื่นเล่ม (เล่มละ 4,000 บาท) เริ่มจำหน่ายสลากในงวดวันที่ 1 ก.ย. 2553 ถึงงวดวันที่ 16 ม.ค. 2555 จำนวน 34 งวด คิดรวมเป็นจำนวนสลากทั้งสิ้น 6 ล้านฉบับต่องวด หรือได้รับการจัดสรรสลากรายละ 2 ล้านฉบับต่องวด
สำหรับโควตาสลากส่วนที่เหลือได้จัดสรรให้กับนิติบุคคลมีจำนวน 10 ราย ได้แก่ บริษัท ซี.เค ซัคเซส, บริษัท เลขลักษณ์, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ยุพินเชียงใหม่ล๊อตโต้, บริษัท นิวเคยู, บริษัท เค.ยู.ล็อตโต้, บริษัท รุ่งอัมพร,

บริษัท มารวยล๊อตโต้, บริษัท ณ.กมลภัสส์, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดาด้าล้อตโต้ 21 และห้างหุ้นส่วนจำกัด ตัวเลขมหาลาภ ได้แก่ รับการจัดสรรสลากจำนวนงวดละ 1,500 เล่ม (เล่มละ 4,000 บาท) เริ่มจำหน่ายตั้งแต่งวดวันที่ 1 ก.ย. 2553 ถึงงวดวันที่ 16 ม.ค. 2555 จำนวน 34 งวดเช่นกัน เฉลี่ยต่อรายได้สลากทั้งสิ้น 1.5 แสนฉบับต่องวด รวม 10 ราย คิดเป็นสลากจำนวนทั้งสิ้น 1.5 ล้านฉบับต่องวด

รวมทั้งสองกลุ่มคิดเป็นสลากจำนวนทั้งสิ้น 7.5 ล้านฉบับต่องวด ซึ่งคำนวณผลประโยชน์ที่ตกกับกระบวนการของผู้ค้าสลากรายใหญ่และนิติบุคคลที่ได้รับการจัดสรรสลากครั้งนี้ซึ่งมีการนำสลากไปขายเกินราคาถึงคู่ละ 120 บาท จากราคาต้นทุนที่คู่ละ 74 บาท ถือว่าธุรกิจนี้มีรายได้ดีผลกำไรงอกงามมากถึง 3,000-4,000 ล้านบาท!!

ขณะที่คาดว่าน่าจะเหลือสลากที่จัดสรรให้กับรายย่อยจริงๆ เพียงแค่ 2.5 ล้านฉบับ จนได้สร้างความไม่พอใจกับกลุ่มคนพิการที่รวมตัวกันไปก่อม็อบที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 8มิ.ย.ที่ผ่านมา จนถึงต้องโดดคลองเปรมประชาหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้โบ้ยเรื่องการจัดสรรโควตาให้ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง จัดการตามเดิม

จะเห็นว่าผลที่เกิดจากการยกเลิกการจำหน่ายหวยออนไลน์ของนายกรัฐมนตรี ได้ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มทุนที่กำลังมุ่งเข้าหากินจากโควตาสลาก ทั้งในส่วนของโควตาสลากการกุศล และโควตาสลากปัจจุบันที่กำลังจะรื้อใหม่

ส่งผลให้สลากกลายเป็นสินค้าที่ถูกผูกขาดกับเรื่องผลประโยชน์ของการเมือง แม้ว่าจะมีการออกสลากเพิ่มขึ้นมากเท่าใด ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องสลากราคาแพงได้ เพราะเป้าหมายของคนที่กุมนโยบายคือกระทรวงการคลัง คณะกรรมการสำนักงานสลากฯ และนายวันชัย|สุระกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ ต่างก็รู้ดีว่าเรื่องนี้มีวาระซ่อนเร้นเป็นเรื่องของผลประโยชน์ล้วนๆ

ของแบบนี้คนเรียนเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐานใครๆ ก็รู้ว่าการขายสินค้าแบบผูกขาด ปราศจากคู่แข่งนั้น เป็นต้นตอของปัญหาทำให้สลากยังขายได้ราคาแพงหูฉี่ถึงคู่ละ 120 บาทอย่างทุกวันนี้...

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี