
โอเปกไม่ลดผลิต ตลาดแข่งเดือด ผวาเสียตลาด
ดูเหมือนแนวทางที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า เหตุผลหลักที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) นำโดยซาอุดิอาระเบีย ไม่ยอมปรับลดกำลังการผลิต แม้ราคาน้ำมันจะดิ่งตัวลงจากเมื่อช่วงกลางปีเกือบครึ่งหนึ่ง เนื่องจากโอเปกต้องการรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ และปล่อยให้ธุรกิจการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหิน (เชลออยล์) ในสหรัฐค่อยๆ ตายอย่างช้าๆ
ดูเหมือนแนวทางที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า เหตุผลหลักที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) นำโดยซาอุดิอาระเบีย ไม่ยอมปรับลดกำลังการผลิต แม้ราคาน้ำมันจะดิ่งตัวลงจากเมื่อช่วงกลางปีเกือบครึ่งหนึ่ง เนื่องจากโอเปกต้องการรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ และปล่อยให้ธุรกิจการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหิน (เชลออยล์) ในสหรัฐค่อยๆ ตายอย่างช้าๆ
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการขุดน้ำมันบนผืนทรายในตะวันออกกลางนั้นมีต้นทุนถูกกว่าการขุดเจาะน้ำมันจากหินในสหรัฐมาก หากราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาลงเช่นนี้ต่อไปธุรกิจเชลออยล์จะไม่ทำกำไรจนต้องปิดตัวไปในที่สุด ซึ่งทุกวันนี้ก็เริ่มมีธุรกิจน้ำมันในสหรัฐปรับลดกำลังการผลิต ขณะที่หุ้นของบริษัทน้ำมันในตลาดวอลสตรีทก็ดิ่งฮวบ จนฉุดให้ดัชนีตลาดหุ้นร่วงตามทั้งตลาด
นอกจากนี้ ซีเอ็นเอ็นมันนี่ เว็บไซต์ข่าวเศรษฐกิจของเมืองลุงแซมยังวิเคราะห์ว่า หากราคาน้ำมันยังดิ่งลงเช่นนี้ต่อไป ก็อาจกระทบทำให้ตัวเลขจ้างงานลดลง นับเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เพราะภาคพลังงานเป็นสัดส่วนที่มีการจ้างงานขนาดใหญ่ และการจ้างงานก็เป็นดัชนีสำคัญในการชี้วัดเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกทั้งยังเป็นกลุ่มธุรกิจเดียวที่มีการจ้างพนักงานเพิ่มขึ้น ส่วนทางกลุ่มธุรกิจอื่นลดจำนวนพนักงานลงหลังวิกฤตการเงินปี 2008
แม้ดูเหมือนว่าโอเปกจะเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า “ในเกมหั่นราคาน้ำมัน” และจะเป็นฝ่ายชนะหลังกำจัดธุรกิจเชลออยล์ที่ถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญออกไปจากตลาด แต่ในความเป็นจริงการคงอัตราการผลิตน้ำมันสำหรับกลุ่มโอเปกน่าจะมีความสำคัญในฐานะ “สิ่งที่ต้องทำเพื่อรักษาตลาด” มากกว่า “ตัวหมากในการเล่นเกมหั่นราคากับสหรัฐ”
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเริ่มต้นขุดเจาะเชลออยล์เป็นปรากฏการณ์สำคัญซึ่งก้าวขึ้นมามีบทบาทในการกำหนดทิศทางราคาน้ำมันในปัจจุบัน โดยการขุดเจาะน้ำมันในชั้นหินดินดานเริ่มต้นครั้งแรกในคาทูลลา เมืองเล็กๆ ในเทกซัส เมื่อปี 2008 ถือเป็นการขุดลงไปในแหล่งน้ำมัน “อีเกิลฟอร์ด”ครั้งแรก ซึ่งในเวลานั้นสหรัฐผลิตน้ำมันได้ราว 4.7 ล้านบาร์เรล/วันเท่านั้น
ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวในปี 2009-2010 ทำให้ความต้องการน้ำมันและราคาเริ่มทะยานสูงขึ้น ดึงดูดใจให้เกิดการลงทุนในการขุดเจาะเชลออยล์ เมื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว ทุกวันนี้สหรัฐผลิตน้ำมันได้ 8.9 ล้านบาร์เรล/วัน สูงขึ้นเป็น 2 เท่าของเมื่อปี 2008 แผ่นดินทางใต้ของเทกซัสซึ่งแห้งแล้งและว่างเปล่า ตอนนี้กลับเนืองแน่นไปด้วยแท่นขุดเจาะน้ำมันที่เดินเครื่องเต็มกำลัง
ปรากฏการณ์ธุรกิจเชลออยล์บูม กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในตลาดน้ำมันโลก เนื่องจากสหรัฐซึ่งเคยเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานมากที่สุดในโลก ขณะนี้กลับมีบ่อน้ำมันอยู่หลังบ้านตัวเอง ผู้ผลิตน้ำมันในเทกซัสและนอร์ทดาโกตา เริ่มเข้ามาแทนที่ผู้ผลิตน้ำมันจากโอเปก ทำให้จากตัวเลขที่โอเปกเคยส่งออกน้ำมันให้สหรัฐกว่า 180.6 ล้านบาร์เรล ในเดือน ส.ค. 2008 ล่าสุดในเดือน ก.ย.ปีนี้ กลับเหลืออยู่ที่ 87 ล้านบาร์เรลเท่านั้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้สมาชิกกลุ่มโอเปกต้องเบนเข็มการส่งออกน้ำมันไปยังเอเชีย ซึ่งมีความต้องการน้ำมันอยู่ในสัดส่วนที่สูงขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว หลังจากวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และความจำเป็นที่ต้องนำเข้าพลังงานมาทดแทนพลังงานนิวเคลียร์ที่สูญเสียไปของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีปีนี้กลับเป็นปีที่เศรษฐกิจ
โลกอยู่ในภาวะซบเซา ไม่เว้นแม้แต่เอเชียก็ตาม
ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากการขุดเจาะเชลออยล์ของสหรัฐ และความต้องการบริโภคน้ำมันในตลาดเอเชียที่ลดลง กลายเป็นแรงกดดันทำให้น้ำมันอยู่ในช่วงขาลงอย่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยปกติเมื่อราคาน้ำมันลดลงเช่นนี้ โอเปกจะหันไปใช้มาตรการปรับลดกำลังการผลิตเพื่อลดปริมาณน้ำมันในตลาดโลกและดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น อย่างไรก็ดี แม้ราคาน้ำมันจะร่วงลงมาอยู่ที่ราว 57 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โอเปกกลับเลือกที่จะไม่ลดกำลังการผลิตที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน อย่าง “ผิดปกติ”
เหตุผลหลักๆ คือกลุ่มโอเปกกลัวการ;;สูญเสียตลาดส่งน้ำมันที่ยังเหลืออยู่ หลังจากไม่สามารถรักษาตลาดส่งออกขนาดใหญ่ในสหรัฐไว้ได้ มิหนำซ้ำกำลังการผลิตน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นของสหรัฐ กำลังเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลวอชิงตันผ่อนคลายกฎหมายห้ามส่งออกน้ำมัน ซึ่งสหรัฐหากให้เสรีการส่งออกน้ำมัน กลุ่มโอเปกจะถูกแย่งตลาดอย่างแน่นอน และเสียอิทธิพลในการกำหนดราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการเล่นเกมการเมืองโลก
กรณีดังกล่าวยืนยันได้จากรัฐบาลวอชิงตันผ่อนคลายกฎการส่งออกน้ำมันเป็นครั้งแรกตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 แม้จะยังจำกัดปริมาณการส่งออก แต่ตลาดก็มองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเปิดเสรีตลาดส่งออกน้ำมันในอนาคต และสร้างความวิตกให้กับกลุ่มโอเปกเป็นอย่างยิ่งว่าจะเสียตลาดการส่งออกน้ำมัน ด้าน วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ตลาดในยุโรปขณะนี้นำเข้าน้ำมันจากสหรัฐและแคนาดามากกว่าตะวันออกกลางแล้ว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณน้ำมันจากโอเปกไหลไปกระจุกตัวอยู่ที่เอเชีย โดยไนจีเรียประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า “ต้องหาตลาดสำหรับส่งออกน้ำมันในเอเชีย” ขณะที่ทางซาอุดิอาระเบียซึ่งไม่ต้องการให้ไนจีเรียมีความสัมพันธ์กับเอเชียในระยะยาว ก็เริ่มที่จะลดราคาน้ำมันที่ส่งออกไปเอเชียลง 1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และภายในสัปดาห์เดียวกัน คูเวตและอิหร่านก็เริ่มที่จะลดราคาน้ำมันลงเช่นกัน กลายเป็นการแข่งขันกันเองอย่างเลี่ยงไม่ได้
มิหนำซ้ำ ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกซึ่งเสียตลาดในสหรัฐอย่างโคลอมเบีย ก็เริ่มที่จะแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ในจีนเช่นกัน ซึ่งไม่ใช่แค่โคลอมเบียรายเดียว ฉะนั้นหากโอเปกปรับลดกำลังการผลิตลง ปริมาณน้ำมันจากสหรัฐและกลุ่มโอเปกจะเข้ามาแทนที่ นอกจากจะไม่สามารถกดดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นได้แล้ว โอเปกยังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดที่มีขนาดเล็กอยู่แล้วอีกด้วย
การรักษาส่วนแบ่งการตลาด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอดสำหรับโอเปกมากกว่าการใช้กลยุทธ์ในการทำลายอุตสาหกรรมเชลออยล์ในสหรัฐ เกมสงครามราคาน้ำมันครั้งนี้จะยังคงยืดเยื้อไปอีกนาน ทั้งนี้การรักษาตลาดการส่งออกน้ำมันไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในด้านรายได้ของกลุ่มโอเปกซึ่งพึ่งพิงการส่งออกน้ำมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอิทธิพลในการกำหนดราคาน้ำมันโลกอีกด้วย







