
ประสบการณ์ต้านโกง (ตอนที่ 3)
สัปดาห์ที่แล้ว เราได้รับทราบประสบการณ์ที่น่าสนใจในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในฟิลิปปินส์จาก Jesus Estanislao ประธานสถาบันกรรมการบริษัท ฟิลิปปินส์ สัปดาห์นี้จะมาดูประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญอีกท่านจากอินเดียครับ
สัปดาห์ที่แล้ว เราได้รับทราบประสบการณ์ที่น่าสนใจในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในฟิลิปปินส์จาก Jesus Estanislao ประธานสถาบันกรรมการบริษัท ฟิลิปปินส์ สัปดาห์นี้จะมาดูประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญอีกท่านจากอินเดียครับ
Samuel Paul ประธานศูนย์กิจการภาครัฐ เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย Samuel เป็นผู้ริเริ่มนำแนวคิดเรื่องของการทำแบบสำรวจความคิดเห็นประชาชน (Citizen Report Card) มาใช้ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการที่จะสำรวจความพึงพอใจของประชาชนในการติดต่อราชการกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นระบบ ซึ่งรวมถึงการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่ทางการด้วย
เขาบอกว่าสถานการณ์การคอร์รัปชั่นในอินเดีย ปัจจุบันมีการตรวจสอบและรายงานผ่านสื่อมวลชนมากกว่าในอดีต ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพัฒนาการของอุตสาหกรรมสื่อในอินเดียซึ่งทำให้จำนวนช่องทีวีที่เพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่มีการรายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน (Investigative Reporting) มากขึ้นด้วย ซึ่งทำให้มีการเปิดโปงคดีการทุจริตสูงขึ้นกว่าในอดีต
นอกจากสื่อแล้ว กระบวนการยุติธรรมก็มีความก้าวหน้าในการดำเนินคดีคอร์รัปชั่นมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่เมื่อไม่นานมานี้ศาลพิเศษของอินเดียได้ตัดสินจำคุก ชายาราม ชายาลาลิธา มุขมนตรีใหญ่ประจำรัฐทมิฬนาดู เป็นเวลา 4 ปี ในข้อหามีทรัพย์สินเกินสัดส่วนที่จะพึงมีพึงได้จากตำแหน่งการเมือง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ศาลของอินเดียได้รับคำฟ้องของบุคคลธรรมดาให้ดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะมากขึ้น ซึ่งในระยะหลังนี้ ถ้ามีการรายงานผ่านสื่อมวลชนว่ามีการทำผิดและก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ บางกรณีศาลอินเดียก็เรียกบุคคลมาสอบสวนเอง แม้จะยังไม่ได้มีผู้ใดฟ้องร้องดำเนินคดีก็ตาม
ถึงแม้จะเห็นการมีส่วนร่วมมากขึ้นของภาคประชาสังคม แต่ภาคธุรกิจในอินเดียยังไม่มีการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ที่เป็นรูปธรรมให้เห็นมากนัก ซึ่ง Samuel บอกว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาคธุรกิจในอินเดียเลือกที่จะสงวนท่าที เพราะเกรงว่าการออกโรงต่อต้านการทุจริตจะทำให้ถูกหมายหัวจากภาครัฐและทำให้ประสบปัญหาในการทำธุรกรรมที่ต้องเกี่ยวข้องกับภาครัฐในอนาคต
หนึ่งในวิธีการที่ใช้เพื่อลดปัญหาการทุจริตในอินเดียก็คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาสังคมด้วยการสอนให้หน่วยงานในที่ต่างๆ ใช้แบบสำรวจ CRC เพื่อตรวจสอบระดับความพึงพอใจบริการของหน่วยงานภาครัฐในท้องที่ ซึ่งจะทำให้ทราบถึงระดับความรุนแรงของปัญหาคอร์รัปชั่นไปในตัวด้วย
Samuel บอกว่า การใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารสมัยใหม่อย่างการผ่านอินเทอร์เน็ต หรือสื่อทางสังคมอย่างเช่นเฟซบุ๊ก โดยคนรุ่นใหม่ในชุมชนเมืองมีส่วนช่วยให้ขบวนการต่อต้านทุจริตแข็งแกร่งมากขึ้น และการรวมตัวทำกิจกรรมต่างๆ ก็สามารถระดมคนมาร่วมได้เป็นจำนวนมาก สำหรับในภาครัฐนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศด้วยระบบ E-government ก็มีส่วนช่วยให้ขั้นตอนการติดต่อราชการง่ายขึ้นและลดความจำเป็นที่ต้องไปติดต่อราชการด้วยตนเอง ซึ่งลดความเสี่ยงที่จะถูกเรียกสินบนและการต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะลงไปด้วย
การมีโอกาสได้รับทราบประสบการณ์ของหลายๆ ประเทศ ทำให้เรามีโอกาสทบทวนการดำเนินการกับปัญหาการทุจริตของเรา และมองหาวิธีการที่จะนำเทคนิคของประเทศอื่นๆ มาปรับใช้ให้กระบวนการของเรามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ใจความสำคัญที่ผู้นำจากต่างประเทศทุกคนพูดย้ำตรงกันหมดก็คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นให้ได้ผลนั้น คือ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมีความมุ่งมั่นและเดินหน้าดำเนินการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นต่อไปโดยไม่หยุดและไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าบริบททางสังคมและการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร







