
นาโนไฟแนนซ์ : ทำลายระบบ สินเชื่อและซ้ำเติมคนจน
ความยากจนเป็นปัญหาที่ยังไม่มีการแก้ไขแบบยั่งยืน ไม่ว่ารัฐบาลใดที่เข้ามาบริหารประเทศก็มีนโยบายที่จะแก้ไขแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาไม่ได้มีการดำเนินการแบบองค์รวมที่ครบวงจร เป็นการแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้าเฉพาะเรื่อง ซึ่งไม่ทำให้เกิดความยั่งยืนและทำให้เกิดปัญหามากขึ้น
ความยากจนเป็นปัญหาที่ยังไม่มีการแก้ไขแบบยั่งยืน ไม่ว่ารัฐบาลใดที่เข้ามาบริหารประเทศก็มีนโยบายที่จะแก้ไขแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาไม่ได้มีการดำเนินการแบบองค์รวมที่ครบวงจร เป็นการแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้าเฉพาะเรื่อง ซึ่งไม่ทำให้เกิดความยั่งยืนและทำให้เกิดปัญหามากขึ้น
รัฐบาลมองปัญหาแบบผิวเผินมาก คงคิดว่าคนยากจนคือคนที่รายได้น้อยไม่พอเพียงและมีหนี้สินมาก ไม่มีหลักประกันที่จะไปกู้เงินในระบบได้ จึงต้องพึ่งพานายทุนเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงมหาโหดและใช้วิธีทวงหนี้แบบรุนแรง
วิธีการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลคือการกำหนดมาตรการสินเชื่อรายย่อยนาโนไฟแนนซ์ เพื่อช่วยธุรกิจรายย่อย ธุรกิจเอสเอ็มอี ลดหนี้นอกระบบของกระทรวงการคลัง ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา มาตรการนี้รัฐบาลมีเป้าหมายจะช่วยเหลือคนจน 3 ล้านครอบครัวที่มีรายได้น้อย เป็นหนี้นอกระบบและเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยรัฐบาลจะเปิดโอกาสให้เอกชนหรือสถาบันการเงิน จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ปล่อยกู้ไม่เกิน 2 แสนบาท/ราย ดอกเบี้ยร้อยละ 36 ต่อปี หรือร้อยละ 3 ต่อเดือน
6 เดือนที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลจะมีเจตนาดีพยายามจะหาแนวทางใหม่ๆ มาช่วยเหลือประชาชนและสร้างความปรองดอง แต่จนปัจจุบันยังไม่เห็นว่ามีนโยบายใดของรัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาความแตกแยกของบ้านเมืองได้
ในทางกลับกันกลับจะยิ่งทำให้ช่องว่างถ่างออกมากยิ่งขึ้น เพราะนโยบายที่ออกมาแต่ละเรื่องไม่ได้ช่วยคนจนหรือคนระดับรากหญ้า แต่คนที่ได้รับประโยชน์กลับเป็นภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและคนระดับบนที่มีโอกาสและฐานะทางเศรษฐกิจดีอยู่แล้ว
นโยบายนาโนไฟแนนซ์ที่รัฐบาลประกาศไปนอกจากจะไม่เป็นประโยชน์กับคนยากจน ธุรกิจรายย่อยและเอสเอ็มอีแล้ว จะทำให้เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและระบบสินเชื่อของประเทศในระยะยาวอีกด้วย ต่อไปนี้ คนจน ธุรกิจรายย่อยและเอสเอ็มอี ที่เป็นหนี้นอกระบบต้องตกเป็นทาสนายทุนที่เอารัดเอาเปรียบทำนาบนหลังคนจน ขูดรีดดอกเบี้ยมหาโหด ติดตามทวงหนี้ด้วยความรุนแรงที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่เสมอจะไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอีกต่อไป
ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลได้เปลี่ยนนโยบายในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยมหาโหดนอกกฎหมาย มาเป็นการออกกฎหมายเพื่อให้การรับรองนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยมหาโหดนอกกฎหมาย ที่ก่อกรรมทำเข็ญกับคนยากจนเดือดร้อน สร้างปัญหาและก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ผิดกฎหมาย ให้เป็นธุรกรรมการเงินที่ถูกกฎหมาย นโยบายนี้รัฐบาลจึงไม่ได้ช่วยคนจน แต่เป็นการช่วยนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยมหาโหดมากกว่า
หากรัฐบาลไม่ทบทวนแก้ไขปล่อยให้มีการดำเนินการต่อไป ระบบสินเชื่อในสถาบันการเงินและในประเทศก็จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะทำไมสถาบันการเงินจะต้องปล่อยเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ในขณะที่สถาบันการเงินและนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยมหาโหด สามารถจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่กับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อทำธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ที่ถูกกฎหมายได้ ดอกเบี้ยก็สามารถจัดเก็บได้ถึงร้อยละ 36 ต่อปี แต่ถ้าคิดร้อยละ 3 ต่อเดือน ทบไปมาดอกเบี้ยรวมก็น่าจะเกือบร้อยละ 40 อัตราดอกเบี้ยขนาดนี้ไม่มีธุรกิจไหนอยู่ได้แล้วคนจนจะอยู่ได้อย่างไร
ไม่มีประเทศไหนที่เขาจะช่วยเหลือประชาชนด้วยการเพิ่มภาระให้ประชาชน มีแต่จะพยายามหาช่องทางลดภาระเพื่อให้ประชาชนสามารถช่วยเหลือตัวเองให้สามารถยืนอยู่ได้อย่างยั่งยืนและปกติการดำเนินการช่วยเหลือลักษณะนี้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการเอง โดยอาจใช้องค์กรที่มีอยู่หรือตั้งองค์กรเฉพาะกิจมาดูแลรับผิดชอบไม่ได้ให้เอกชนทำกันเอง เพราะจะทำให้เกิดการเอาเปรียบประชาชนที่ด้อยโอกาส
รัฐบาลมีกลไกที่จะช่วยดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินนอกระบบอยู่หลายหน่วยงาน ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าประสบผลสำเร็จและล้มเหลวอย่างไร น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่เอาบทเรียนเหล่านั้นมาเป็นแนวทางกำหนดนโยบายในเรื่องนี้
กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะกองทุนนี้มีทุกหมู่บ้านและชุมชนเมือง แม้ในค่ายทหารก็มีกองทุนชุมชนทหาร รัฐบาลใส่เงินลงไปทั้งสิ้น 98,799.3 ล้านบาท เป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน 30,009.9 ล้านบาท เป็นเงินออม หุ้นและผลกำไรสะสมของสมาชิกกองทุนเอง 33,439.2 ล้านบาท รวมมีเงินทุนหมุนเวียนทั้งสิ้น 162,248.66 ล้านบาท เป็นกองทุนเงินกู้ไมโครเครดิตที่ใหญ่ที่สุดและมีดอกเบี้ยถูกที่สุดในโลก เฉลี่ยทั้งประเทศเพียงประมาณร้อยละ 6.7 ต่อปี มีหนี้เสียน้อยกว่าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
วัตถุประสงค์ของกองทุนคือ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ลดค่าใช้จ่าย ใช้จ่ายยามจำเป็นฉุกเฉิน 14 ปีที่ผ่านมา เงินที่รัฐบาลให้ไปหมุนเวียนไม่ได้หายไปไหนยังคงหมุนเวียนอยู่อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญยังสามารถตรวจสอบและติดตามเอาคืนได้ กองทุนมีบทเรียนมากมาย หลายกองทุนมีปัญหาแต่ก็มีการดูแลช่วยเหลือกันเองจนสามารถฟื้นฟูขึ้นมาได้อย่างมั่นคง
แม้ว่ายังมีปัญหาอยู่บ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนกองทุนที่มีอยู่บางกองทุน เช่น กองทุนชุมชนเมืองปากเกร็ดเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท ปัจจุบันมีเงินทุนหมุนเวียนถึง 153 ล้านบาท จากการสร้างวินัยการออมของสมาชิก ซึ่งเริ่มจาก 290 คน ปัจจุบันมีสมาชิก 2,300 กว่าคน การปล่อยกู้กรรมการกองทุนจะดูจากความสามารถในการจ่ายเงินคืน ดอกเบี้ยเงินกู้กองทุนที่รัฐบาลจ่ายไป 1 ล้านกว่าบาท คิดเพียงร้อยละ 1 ต่อเดือน หากเป็นเงินออมของสมาชิกคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1.25 บาท/เดือน
ขณะที่สมาชิกได้ดอกเบี้ยเงินออมแบบเผื่อเรียกร้อยละ 1.5 ปี ฝากประจำ 2 ปี ได้ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ถอนดอกเบี้ยได้ทุกเดือน ขณะนี้กองทุนชุมชนเมืองปากเกร็ดซึ่งส่วนใหญ่ปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการในย่านตลาดปากเกร็ดกู้เพื่อประกอบธุรกิจได้เข้าไปช่วยสนับสนุนกองทุนข้างเคียงเรื่องการดำเนินการอีก 6 กองทุน จนแต่ละกองทุนมีเงินหมุนเวียนเพิ่มเป็นกองทุนละ 10-20 ล้านบาท ตัวอย่างแบบนี้มีอยู่ทั่วประเทศ
กองทุนหมู่บ้านช่วยประชาชน 13 ล้านครัวเรือน ดอกเบี้ยร้อยละ 6.7 ต่อปี ส่วนนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งคิดว่าจะช่วยคนจนได้3 ล้านครัวเรือน ดอกเบี้ยร้อยละ 36 ต่อปี เปรียบเทียบดูก็แล้วกันว่ามันแตกต่างกันอย่างไร
กองทุนหมู่บ้านเป็นของประชาชนไม่ใช่ของพรรคการเมือง หากรู้จักใช้ก็จะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้
รัฐบาลจะเอาชนะใจประชาชนได้อย่างไร ถ้ายังไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึงปัญหาและพัฒนาแบบไม่ยั่งยืน ถ้ารัฐบาลตั้งโจทย์ผิด คำตอบจะถูกได้อย่างไร หากไม่ทบทวนนโยบายนี้ ระบบสินเชื่อของไทยจะต้องเปลี่ยนไป คนจนก็ยังไม่ได้อะไรอยู่ดี...อย่าซ้ำเติมประเทศไทยและคนจนต่อไปอีกเลย







