
แรงงานไหลกลับภาคผลิต หลังรัฐสาปส่งจำนำข้าว
เศรษฐกิจไทยที่เคยขยายตัวเฉลี่ยปีละ 6% ในช่วงปี 2546-2556 หรือเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา หากเจาะลงไปถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจมาจากอะไร จะพบว่ามาจากการขยายตัวของการจ้างงานสูงมากในช่วงปี 2547-2549 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มจะฟื้นตัวหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง
เศรษฐกิจไทยที่เคยขยายตัวเฉลี่ยปีละ 6% ในช่วงปี 2546-2556 หรือเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา หากเจาะลงไปถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจมาจากอะไร จะพบว่ามาจากการขยายตัวของการจ้างงานสูงมากในช่วงปี 2547-2549 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มจะฟื้นตัวหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของการจ้างงานและแรงงานที่มีประสิทธิภาพและมีชั่วโมงทำงานสูงเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจ ในช่วงดังกล่าวการส่งออกของไทยเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการลอยตัวค่าเงินบาท จึงเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเกษตรมาสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น
แต่เมื่อใดที่ช่วงราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้น ก็จะเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับจากภาคอุตสาหกรรมไปสู่ภาคการเกษตร ทำให้เกิดความผันผวนของแรงงาน แต่ส่งผลดีที่ทำให้อัตราการว่างงานไม่สูง แต่เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานจนต้องนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป
ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า Labour Growth มีผลต่อ GDP Growth ค่อนข้างชัดเจน คือเมื่อจำนวนชั่วโมงการทำงานเติบโตขึ้นย่อมส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในทางตรงข้ามหากจำนวนชั่วโมงการทำงานหดตัวลง การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ได้รับผลกระทบทางลบตามไปด้วย
ในช่วงปี 2547-2549 แรงงานในภาคเกษตรขยายตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ 4% ส่วนภาคอุตสาหกรรม การค้าและบริการขยายตัวมากกว่าค่าเฉลี่ย 2-4%
แต่การขยายตัวของแรงงานในแต่ละสาขาการผลิตเกิดการเปลี่ยนทิศ ในช่วงปี 2554-2556 โดยภาคเกษตรมีการขยายตัวของจำนวนแรงงาน 1% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมแทบไม่มีการขยายตัวของแรงงาน ภาคการค้าและบริการกลับหดตัวลง 1-3% ส่วนภาคก่อสร้างมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์นี้สะท้อนถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานสุทธิเข้าสู่ภาคเกษตรและภาคก่อสร้าง นับได้ว่าเป็นการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคที่มีผลิตภาพสูง เข้าสู่ภาคที่ผลิตภาพต่ำกว่า หมายถึงแรงงานมีฝีมือมีลดลง
นอกจากนี้ การกระจุกตัวของแรงงานกับมูลค่าผลผลิตแยกรายภาคอุตสาหกรรม พบว่า ในปี 2556 แรงงานส่วนใหญ่ของไทยอยู่ในภาคเกษตรกรรมมากถึง 40% ของแรงงานที่มีงานทำทั้งหมด แต่มีมูลค่าผลผลิตเป็นเพียง 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีแรงงานเพียง 14% ของแรงงานที่มีงานทำทั้งหมด กลับมีสัดส่วนมูลค่าผลผลิตถึง 38% ของจีดีพี
การที่แรงงานย้ายไปกระจุกตัวในภาคการเกษตรมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้คนที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมหันไปปลูกข้าวให้ได้มากที่สุดโดยไม่ต้องสนใจคุณภาพ เพื่อให้มีรายได้จากการจำนำข้าวมากที่สุด
อย่างไรก็ดี ส่วนที่การเคลื่อนย้ายแรงงานไม่สร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจมากนัก นอกจากจะใช้แรงงานต่างด้าวทดแทนแล้ว หลังจากเกิดมหาอุทกภัยทำให้เกิดน้ำท่วมแห่งชาติในปี 2554 ทำให้การส่งออกของไทยปักหัวลงมากโดยตลอด กำลังการผลิตไม่ขยายตัวตามกำลังซื้อที่หดหายไปจากหนี้ครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รัฐบาลนี้มีนโยบายชัดเจนว่าจะไม่อุดหนุนราคาสินค้าเกษตรด้วยการทำนโยบายประชานิยม ราคาข้าวก็ยังไม่สูงขึ้น ส่วนราคายางพาราก็ลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก นอกจากนี้อาจจะมีปัญหาภัยแล้งเข้ามาผสม จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานอีกครั้ง
การโยกย้ายแรงงานครั้งนี้ จะเปลี่ยนจากแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรจะกลับมาอยู่ในภาคการผลิตและบริการ หากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว ก็มีโอกาสที่จะเห็นตัวเลขคนว่างงานปรับตัวสูงขึ้น
ความกังวลเรื่องตัวเลขการว่างงานจะเพิ่มขึ้น ไม่เป็นเรื่องที่คิดมากเกินไป เพราะสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยในไตรมาส 3 ของปีนี้ ว่า ถานการณ์การจ้างงานยังคงลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว โดยการมีงานทำของคนไทยในวัยแรงงานลดลง 18%
อัตราการว่างงานเพิ่มเป็น 0.84% จากเดิมที่ปีก่อนอยู่ที่ 0.77% ส่วนค่าจ้างแรงงานและเงินเดือนภาคเอกชนที่หักเงินเฟ้อแล้ว แม้จะปรับขึ้นมาอยู่ที่ 9.2% ก็ตาม แต่ปรากฏว่ายังมีแรงงานมากถึง 2.8 ล้านคน ที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท หรือมีค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 7,800 บาท สาเหตุสำคัญเป็นเพราะเป็นแรงงานรายวัน แรงงานเหมาจ่าย ที่มีความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงในการจ้างงาน และมักได้รับค่าจ้างที่ต่ำกว่าแรงงานประจำ โดยเฉพาะแรงงานที่อยู่ในสถานประกอบการขนาดเล็ก
นอกจากนี้ สศช.เห็นว่า มีประเด็นที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องคือปัญหาภัยแล้งที่มีผลต่อกิจกรรมการผลิตภาคเกษตร ที่ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและรายได้เกษตรกร รวมทั้งปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในปี 2558 ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มดีขึ้นที่ส่งผลให้มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแรงงานระดับล่างและแรงงานกึ่งฝีมือ ที่ปัจจุบันพบว่ามีปัญหาคือไม่ตรงกับความต้องการของตลาด
อย่างไรก็ดี ในปีหน้าจะเห็นปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพลดลง แต่รัฐบาลจะต้องใจแข็งหลีกเลี่ยงนโยบายบิดเบือนกลไกตลาดที่เป็นปัจจัยถ่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต ไม่เช่นนั้นก็จะต้องปวดหัวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานไปมาที่สร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ







