
คำตอบสุดท้าย เลือกนายกฯทางตรง
ผมยืนยันว่าเคารพแต่ละฝ่ายจะเป็นพรรคไหนเข้าสู่อำนาจบริหารก็ได้ เว้นอย่าโกง โกงนี่รับไม่ได้
โดย...เจษฎา จี้สละ
กรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง หนึ่งในคณะทำงานภายใต้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี “อาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” ประธาน ซึ่งเป็นที่จับตาของสังคมขณะนี้ เพราะมีส่วนสำคัญในการยื่นข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง
ล่าสุดได้ยื่นข้อเสนอให้มีการเลือกคณะรัฐมนตรีทางตรง เพื่อแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอย่างชัดเจน แต่ยังคงมีอำนาจในการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน
ซึ่ง “อาจารย์สมบัติ” วิเคราะห์ถึงรากเหง้าของโครงสร้างเดิมที่มีปัญหาเรื้อรัง คือ 1.ระบบที่ สส.เลือกนายกรัฐมนตรีไม่มีความโปร่งใส เนื่องจากการศึกษาพบว่า สส.จำนวนมากมาจากการซื้อเสียง เมื่อเข้าสู่รัฐสภาก็เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องตอบแทน สส. โดยการจัดสรรงบประมาณลงไปยังพื้นที่ แล้ว สส.จะเก็บส่วนแบ่งในงบประมาณราว 20-30%
อีกทั้งยังมีการซื้อขายตำแหน่งของข้าราชการระดับสูง เพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีอำนาจในการแต่งตั้งโดยตรง ส่งผลให้เกิดทุจริตในวงข้าราชการอีกด้วย
2.ระบบรัฐสภาเดิมมีพรรคการเมืองเดียวที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาด ควบคุมทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เหมือนการเล่นปาหี่ ส่วนการถอดถอนของวุฒิสภาก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน
และ 3.การทำหน้าที่นิติบัญญัติของ สส.ขาดประสิทธิภาพ เพราะรัฐบาลสามารถควบคุมเสียงข้างมากในรัฐสภา การคัดค้านกฎหมายของ สส.ฝ่ายค้านไม่เคยสำเร็จ
ทั้งนี้ ที่ประชุม กมธ.ปฏิรูปการเมืองเห็นร่วมกันว่าระบบรัฐสภาเดิมไม่สามารถแก้ไขรากเหง้าปัญหาเหล่านี้ได้ จึงประยุกต์หลักแบ่งแยกอำนาจมาใช้ เพื่อให้ฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ในการบัญญัติกฎหมายและตรวจสอบฝ่ายบริหารเท่านั้น
จุดแข็งของการเลือกคณะรัฐมนตรีทางตรง ได้แก่ 1.ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติของคณะบุคคลที่สมัครเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี นอกจากนั้นประชาชนที่ไม่ขายเสียงยังสามารถเลือกคณะรัฐมนตรีได้โดยตรง
2.นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ต้องทำหน้าที่นิติบัญญัติ เนื่องจากระบบเดิมจะต้องเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรปีละ 2 สมัย รวม 8 เดือน
3.รัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้ สส.ทำการทุจริต ขณะเดียวกันก็ลดการซื้อสิทธิ ขายเสียง ของ สส.ในพื้นที่ เพราะไม่สามารถไปเรียกผลประโยชน์คณะรัฐมนตรีได้ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีมาจากประชาชน จึงไม่ต้องตอบแทนผลประโยชน์แก่ สส.
4.สร้างเสถียรภาพให้กับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ หากบุคคลในฝ่ายใดกระทำผิดก็จะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยไม่ต้องยุบสภา
5.ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถบัญญัติกฎหมายได้ ไม่เว้นแม้แต่กฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณ จากเดิมที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้เสนอฝ่ายเดียว และ 6.กมธ.ปฏิรูปการเมืองเสนอให้มีการจัดตั้งศาลคดีการเมือง โดย สส. สามารถส่งคำฟ้องดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิด ซึ่งจะมีประสิทธิภาพกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ถามว่า การเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรงจะขัดต่อประเพณีการปกครองของประเทศ โดยเฉพาะประเด็นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะต้องทรงลงพระปรมาภิไธย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันอำนาจของนายกฯ และรัฐมนตรีที่มาจากประชาชนทางตรงจะกระทบกับพระราชอำนาจหรือไม่ “อาจารย์สมบัติ” อธิบายกระบวนการในขั้นตอนนี้ ว่า “โครงสร้างใหม่นี้ยังคงกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยใช้พระราชอำนาจนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา อำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการผ่านศาล ฉะนั้นผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งสูงสุดในแต่ละฝ่ายจะต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ
อย่างไรก็ตาม กมธ.ปฏิรูปการเมืองได้ออกแบบให้นายกรัฐมนตรีรักษาการและคณะรัฐมนตรีรักษาการที่มาจากปลัดแต่ละกระทรวง ทูลเกล้าฯ เพื่อให้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่ง ซึ่งยังคงเป็นไปตามประเพณีการปกครองของประเทศไทย"
“หากเกิดวิกฤตการเมืองขึ้น ระบบนี้จะทำให้ความรุนแรงลดลง เพราะฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบ แล้วส่งฟ้องศาลการเมืองได้เลย มันจะมีทางออก ระบบรัฐสภาเดิมไม่มีทางออก ประชาชนเรียกร้องให้ยุบสภา เขาก็ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ก็ชนะอีก ทั้งที่ประชาชนอยากให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ก็เอาออกไม่ได้ ขนาดศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดแล้ว แต่ยังอ้างว่ารักษาการอยู่ ถ้าตั้งโจทย์กับระบบใหม่ที่เสนอ ก็ต้องตอบคำถามกับระบบรัฐสภาเดิมเสียก่อน เพราะระบบใหม่นี้สามารถตรวจสอบ แล้วฟ้องศาลคดีการเมืองตัดสินได้เลย” อาจารย์สมบัติ ชี้ถึงกลไกในการถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลภายใต้ระบบโครงสร้างใหม่ ที่มีทางออกเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่ทางตัน
ประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา แม้จะมีการจัดตั้งองค์กรเพื่อวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการกระทำผิดตามรัฐธรรมนูญ อย่าง ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ประชาชนบางส่วนยังไม่ยอมรับ กรณี “ศาลคดีการเมือง” จะประสบชะตากรรมเดียวกันหรือไม่ ? อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า หากอำนาจตุลาการในประเทศไทยเชื่อถือไม่ได้ ประเทศนี้เท่ากับล้มละลายแล้ว เพราะศาลคดีการเมืองเสนอให้อยู่ในกระบวนการของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทั่วโลกยอมรับ แต่วันนี้คนไทยบางส่วน โดยเฉพาะนักการเมืองบอกว่าไม่เชื่อศาลไทย ประเทศไทยจะเหลืออะไร หากไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม
“นักการเมืองกลุ่มหนึ่งชอบอ้างแบบนั้น แต่ประชาชนเขาก็ไม่รับ โดยหลักการศาลก็ยังตัดสินเอาคนผิดเข้าคุกทุกวัน นักการเมืองเวลาได้ประโยชน์บอกดี แต่เสียประโยชน์บอกไม่ดี นี่ก็ต้องไปดูว่าใครเป็นคนพูด ฉะนั้นประชาชนที่ตื่นรู้จะรู้ว่าการพูดแบบนี้เป็นประโยชน์กับประเทศหรือทำลายประเทศ”
นอกจากนั้น “อาจารย์สมบัติ” ยังอธิบายถึงพัฒนาการของสังคมไทยที่ให้ความสนใจกับการเลือกคณะรัฐมนตรีทางตรง ว่า ขณะนี้จะอ้างว่าประชาชนไม่มีความเข้าใจไม่ได้ แม้กระทั่งการร่วมรายการวิทยุในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อทำสำรวจระหว่างการดำเนินรายการพบว่า มีประชาชนเห็นด้วยกับการเลือกคณะรัฐมนตรีทางตรงกว่า 60% เช่นเดียวกับข้อมูลจากกรุงเทพโพลล์ ที่ประชาชนเห็นด้วยกับการเลือกคณะรัฐมนตรีทางตรงเป็นอันดับ 1 (34%) ไม่ต่างจากการสำรวจของนิด้าโพล ที่มีผู้เห็นด้วยประมาณ 72%
“ประชาชนไปไกลกว่าที่เราคิด ศ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยังบอกเช่นกันว่า ส.ส.ร.1 ปี 2540 การสำรวจครั้งนั้นระบุว่า ประชาชนอยากให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีทางตรง ขณะที่วันนี้ประชาชนอยากให้เลือกตั้งทางตรงมากขึ้น วันนี้คนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้จะเป็นส่วนน้อย ลองให้สำนักงานสถิติแห่งชาติไปสำรวจคนทั้งประเทศดู” อาจารย์สมบัติ กล่าวทิ้งท้าย
ร่างรธน.สกัดพรรคการเมือง แค่คิดก็ผิดแล้ว
ชื่อชั้นของ “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” มีความโดดเด่นในแวดวงการเมืองไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมาชัดเจน ไม่เฉพาะการเป็นอธิบดีนิด้า ผู้เชี่ยวชาญวิชารัฐศาสตร์เท่านั้น แต่อาจารย์สมบัติยังมีบทบาทในการเคลื่อนไหวกับมวลชนตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ปี 2548 จนกระทั่งการเคลื่อนไหวของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่ผ่านมา
ข้อเสนอของอาจารย์สมบัติล้วนแต่เป็นที่สนใจของประชาชนที่เกี่ยวร่วมการเคลื่อนไหวและฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะแง่มุมการต่อต้านการทุจริตของนักการเมือง
การก้าวเข้าสู่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นการเข้ามาเพื่อวางกลไกป้องกันกลุ่มการเมืองเดิม กลับเข้าสู่อำนาจหรือไม่ ซึ่งอาจารย์สมบัติตอบชัดเจนว่า คำถามนี้ต้องได้รับคำตอบ ถามผมว่าจะเข้าร่วม สปช. เพื่อยื่นข้อเสนอต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้สกัดพรรคการเมืองหนึ่ง แค่เริ่มต้นคิดก็ผิดแล้ว เพราะ
ผมเป็นนักวิชาการ จะต้องแก้ปัญหาโดยเริ่มจากการพิจารณาข้อมูลที่มีอยู่จริง ถ้ายังไม่สามารถปรับปรุงระบบเดิมได้ก็ยังคงใช้รูปแบบเก่า
แต่ถ้าแก้ไม่ได้ก็ต้องแสวงหาทางเลือกอื่นในทัศนะของผม ไม่ว่าจะเป็นระบบรัฐสภา การแบ่งแยกอำนาจ หรือจะเป็นรัฐบาลผสม ประเทศต้นแบบของระบบเหล่านี้ล้วนเกิดผลดีทั้งสิ้น ส่วนประเทศอื่นที่นำมาปรับใช้มีทั้งที่ประสบผลสำเร็จและล้มเหลว ฉะนั้นการยื่นข้อเสนอปรับโครงสร้างให้มีการเลือกคณะรัฐมนตรีทางตรงเป็นไปเพื่อระยะยาวไม่ได้หวังสกัดกลุ่มใด ลองพิจารณาให้ถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านมาผลการเลือกตั้งก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
“ผมไม่เคยคิดจะทำเพราะผมเคารพในสิทธิเสรีภาพของกลุ่มการเมืองต่างๆ สู้กันไม่ได้ก็แพ้เป็นธรรมดา แต่ไม่ยอมรับหากคนที่เห็นต่างกันจะต้องเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน จะฆ่ากันให้ได้ อย่างนี้ไม่ถูก ไม่ใช่การระดมคนให้เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ผมชอบยกตัวอย่างสกอตแลนด์ ประเทศอังกฤษจะขอแยกประเทศ ถ้าเป็นประเทศไทยจะด่า ไอ้พวกทรยศชาติ แต่ของอังกฤษพอลงประชามติฝ่ายที่เคยแบ่งแยก พอแพ้เขาก็กลับมาทำงานร่วมกันเหมือนเดิม นั่นคือผู้ที่เจริญแล้ว”
“บ้านเรานี่มีพวกแกนนำที่ไม่เจริญ พวกทัศนะทำลายชาติ คนเหล่านี้อันตรายต่อประเทศระยะยาว ผมยืนยันว่าเคารพแต่ละฝ่าย จะเป็นพรรคไหนเข้าสู่อำนาจบริหารก็ได้ เว้นอย่าโกงโกงนี่รับไม่ได้”
วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปครั้งนี้ หวังที่จะสร้างกติกาใหม่ที่ทุกฝ่ายยอมรับ คิดว่า “ทักษิณ ชินวัตร” จะยอมรับกติกาและกลับเข้ามาสู่สังเวียนการเมืองหรือไม่ ? อาจารย์สมบัติ ตอบชัดเจนว่า “ขึ้นอยู่กับว่าจะกลับมารับโทษไหม ถ้ากลับมารับโทษ ในลักษณะของสังคมไทย เขาอาจจะได้รับการอภัยโทษ ก็สามารถกลับมาสู่การเมืองได้ หากกฎหมายไม่ได้เขียนห้ามไว้ แต่ถ้ามีกฎหมายห้ามบุคคลที่มีความผิดลักษณะนั้นก็เข้ามาไม่ได้กฎหมายสำคัญที่สุด”
แม้ความขัดแย้งในการเมืองไทยจะดำเนินไปกว่าทศวรรษ แต่ราวกับว่าวาทกรรม “ระบอบทักษิณ” ยังคงหลอกหลอนสังคมไทยไม่รางเลือนอาจารย์สมบัติ อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า ความเชื่อเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ ความเชื่อทั้งสองชุดยังคงมีอยู่ ฉะนั้นการเผชิญหน้ายังไม่หมดไปฝ่ายสนับสนุนก็ยังยอมรับอำนาจทักษิณ พรรค
เพื่อไทยก็ยังอยู่ใต้อำนาจทักษิณ จนประชาชนครหาว่าเป็น “การเมืองหุ่นเชิด” ไม่ว่าการแต่งตั้งรัฐมนตรีหรือการลงมติในรัฐสภาก็จะต้องถามความคิดเห็นของทักษิณ ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนกล่าวหา แต่เป็นเรื่องจริง ประชาชนเห็นพฤติกรรมเหล่านี้โดยตรง
“พรรคเพื่อไทยเชื่อว่ายังได้ประโยชน์ อะไรที่ทำแล้วได้ผล นักการเมืองทำหมด เช่น บุคคลหนึ่งไม่เคยสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับทักษิณ แต่วันหนึ่งต้องการเข้าสู่ระบบการเมืองก็ไปสนับสนุนทักษิณ เขาก็ได้ในสิ่งที่ต้องการจริง จุดยืนของกลุ่มการเมืองไทยยึดผลประโยชน์เป็นหลัก”
ทั้งนี้ อาจารย์สมบัติ ชี้ว่า วาทกรรมระบอบทักษิณยังคงมีอยู่ ซึ่งวาทกรรมนี้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ทักษิณเข้าสู่อำนาจได้ยากขึ้นโดยเฉพาะอำนาจโดยตรง เพราะกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยจะคัดค้านอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามวันนี้กลุ่มใดจะเข้าเป็นรัฐบาลก็ไม่เป็นสุข เพราะหากจะใช้อำนาจมิชอบก็จะมีมวลชนเคลื่อนไหวคัดค้าน ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าของประชาธิปไตยของสังคมไทยก็ได้ แต่จะเรียกว่าดีก็ไม่ได้ เพราะฉุดรั้งพัฒนาการของประเทศในด้านอื่นๆ
อะไรที่ผมยังทำได้ก็จะทำ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็น "ผักตบชวา"
“สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” นอกจากจะเป็นที่รู้จักของคนในสังคมในฐานะนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์แล้ว ในอีกมิติหนึ่งอาจารย์ยังเป็นที่รับรู้ของสังคมและคนไทยในฐานะแกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) อีกด้วย ซึ่งจะว่าไปแล้วขณะนี้คนไทยรู้จักอาจารย์สมบัติในฐานะแกนนำม็อบมากกว่าในฐานะนักวิชาการด้วยซ้ำ
อาจารย์สมบัติ เริ่มเล่าว่า การปฏิรูปการเมืองก่อนหน้านี้ได้เคยมีการรวบรวมความเห็นจากฝ่ายต่างๆ เมื่อครั้ง กปปส.ยังชุมนุมอยู่ ซึ่งได้ข้อมูลมาอยู่ไม่น้อย แต่ตอนนี้ยอมรับว่า กปปส.ไม่มีบทบาทอะไรอีกแล้ว
“เลขาเขาสั่งสลายไปละ เป็นแต่อดีต ไม่มีแล้ว ไม่มีแล้ว สลายตัวเรียบร้อยแล้ว” คำกล่าวจากอาจารย์สมบัติ
สำหรับจุดยืนทางการเมืองของอาจารย์สมบัติ บอกว่า ณ เวลานี้ คือ การต่อต้านการเมืองที่ไม่ชอบธรรม ทุจริต ไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้
“นักการเมืองที่ดีต้องมีคุณธรรม และใช้คุณธรรมในการปกครองบ้านเมือง นักการเมืองที่เลวคือนักการเมืองที่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง นี่ผมสอนนะ ไม่ใช่เพียงยึดถือ แต่สอนหนังสือมาด้วย และจะไม่เปลี่ยน คนอื่นก็มีจุดของเขา แต่ของผมเป็นแบบนี้”
การทำงานจะต้องตอบสนองแนวทางของ กปปส.หรือไม่? คำถามนี้มีคำตอบออกมาจากอาจารย์สมบัติว่า “เวลาเข้าที่ประชุม คุณก็รู้เราครอบงำใครไม่ได้ ที่ประชุมจะเอาหรือไม่เอา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา กปปส.ก็ต้องเข้าใจนะแบบนั้น ไม่ใช่ว่าเรามีความเห็นอย่างไรจะเสนอให้ได้อย่างนั้น ต้องเคารพความเห็นคนอื่นด้วย แต่วันนี้ไม่มี กปปส.แล้ว เขาประกาศสลายไปแล้ว ออกมาก็มีแต่อดีต กปปส.”
“กปปส.มากเหลือเกิน มีความเห็นหลากหลาย บางทีอาจจะเป็นประเด็นร่วมกันบางประเด็น แต่แตกต่างเยอะ ไม่ได้หมายความว่ามาร่วมจะมีความเห็นตรงกันทุกเรื่อง แม้กระทั่งคนในพรรคเดียวกัน ที่มีบางเรื่องที่เห็นตรงกัน ไม่ได้เห็นตรงกัน ฉะนั้นอย่าไปสรุปว่าทั้งหมดเห็นแบบนี้”
ขณะเดียวกัน อาจารย์สมบัติยังขยายความถึงคำพูดตัวเองที่เคยพูดว่า กปปส.เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของชีวิตว่า “ผมอายุ 63 แล้วนะ ก่อนอายุ 63 ทำอะไรมาบ้าง ผมไม่เคยเข้าป่า แต่ผมเป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ต่อสู้มานี่ เป็นอย่างนี้ แล้วจะบอก กปปส.เป็นทุกอย่างในชีวิตผมได้อย่างไร ผมพูดตรง จะชอบไม่ชอบเป็นเรื่องของเขา และเขาก็ไม่มีสิทธิมาครอบงำ”
“ผมก็เป็นผม ก็ไปร่วมในส่วนที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับคนที่ทุจริต จะบอกว่า กปปส.เป็นทั้งหมดของชีวิตผมไม่ใช่”
จากนั้นอาจารย์สมบัติบอกเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของตัวเองในช่วงที่ผ่านมาว่า “จริงๆ แล้วหลักของผม เสนอความเห็น แล้วการเคลื่อนไหวผมก็ไม่มีส่วนร่วม สมัยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผมก็ไม่ได้มีส่วนร่วม แค่ติดตาม ไม่เหมือนสมัยเป็นนักศึกษา ตอนนั้นเป็นเลขาธิการ นั่นผมนำเลย เป็นแกนนำในการเคลื่อนไหว”
“จากพันธมิตรฯ จนมาเป็น กปปส. คนกลุ่มนี้มีจุดยืน คือ การต่อต้านนักการเมืองที่ทุจริต ไม่เปิดโอกาสให้นักการเมืองที่ทุจริตเข้ามาใช้อำนาจ อาจจะเรียกเป้าหมายร่วมกัน สืบทอดกันมา ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการเติบโตของพลังประชาชนที่ตื่นรู้ นี่สำคัญมาก”
สำหรับแนวทางการทำงานต่อจากนี้ไป อาจารย์สมบัติ ระบุว่า “ตอนนี้เข้ามาปฏิรูปการเมือง ก็ทำการปฏิรูป เมื่อทำบทบาทตรงนี้ก็เคารพมติที่ประชุม ความเห็นของผมตกไปก็คือตก ยืนยันเคารพความเห็นที่ประชุม ตอนนี้เกษียณแล้ว คนอายุ 63 แล้ว ตอนนี้สอนหนังสือแค่พิเศษ บั้นปลายชีวิตคือพระอาทิตย์อัสดง”
“สิ่งที่ผมอยากเห็นที่สุด คือ อยากเห็นการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมโปร่งใส ได้นักการเมืองที่ดีมาปกครองประเทศมาถึงวันนี้ประเด็นนี้ดูจะสิ้นหวัง มันระบาดรุนแรงขึ้น มีวิธีซื้อแปลก โดยเฉพาะเอาภาษีประชาชนมาซื้อ นี่เสียหายมากขึ้นเยอะ แล้วอย่างเช่นนโยบายรับจำนำข้าว ไม่ว่าชอบ ไม่ชอบ จะต้องใช้หนี้ 30 ปี ถ้าคุณชอบก็ใช้หนี้ด้วยความสบายใจ ถ้าคุณไม่ชอบก็จะใช้หนี้ด้วยความทุกข์ แต่ได้ใช้หนี้แน่ อะไรที่ผมยังทำได้ก็จะทำให้มากที่สุด ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นผักตบชวา”
เรื่องความเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ถือเป็นประเด็นหนึ่งที่โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับอาจารย์สมบัติอย่างเข้มข้น ภายหลังนิด้าได้เข้ามาเป็นตัวละครหนึ่งที่สำคัญในทางการเมือง
“โอ้ ที่ทำมานี่ คุณไปตรวจสอบดูได้ว่าสถาบันแห่งนี้มีความเที่ยงตรงทางวิชาการและเคารพความเห็นของคนทุกคน ผมเป็นอธิการบดี จะมีความเห็นหลากหลาย แต่เป็นสิ่งที่เราทำ ตัวตนเราเป็นอย่างนี้ ถ้าไปทำงานที่ไหนนานๆ เขาก็เอาสังกัดเป็นแบรนด์ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องกังวลอะไร นิด้ามีจุดยืนชัดเจน เรื่องวิชาการ เรื่องการบริหารจัดการที่ยึดหลักธรรมาภิบาล นี่คือจุดยืนสำคัญ ฉะนั้นคนที่มาอยู่นี่ก็ต้องรู้ว่านิด้าเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าใคร อาจารย์สมบัติหมดหน้าที่อธิการบดี คนอื่นก็ยังพูดเหมือนกัน”
เวลานี้ที่มีนักวิชาการจากนิด้าเข้ามามีบทบาทในการเมือง จะเรียกได้ว่าเป็นนิด้าคอนเนกชั่นได้หรือไม่? อดีตอธิการบดีนิด้า ตอบว่า “ก็เหมือนกับอาจารย์ที่อื่น เรามีน้อยนะ ธรรมชาติของพวกเราเชื่อในจุดยืนของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องล็อบบี้ เราเคารพความคิดคนอื่น ไม่ก้าวก่าย เขาก็มีสิทธิของเขา”







