
รักและศรัทธา (จบ)
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ มีพลังสร้างสรรค์มหาศาล ขณะเดียวกันก็มีพลังทำลายล้างมิใช่น้อย
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ มีพลังสร้างสรรค์มหาศาล ขณะเดียวกันก็มีพลังทำลายล้างมิใช่น้อย จิตใจมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง คงเป็นวลีที่แสดงถึงด้านในของมนุษย์ได้ดี นอกจากนี้จิตใจมนุษย์ยังเปราะบาง และเหวี่ยงส่ายได้ง่าย มนุษย์จึงจำเป็นต้องอยู่รวมกันเป็นสังคมเพื่อพึ่งพากันและแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ
รูปแบบสิ่งยึดเหนี่ยวของมนุษย์มีหลากหลายตามความศรัทธาที่แตกต่าง ธรรมะ (ไม่เจาะจงว่าของศาสนาหรือความเชื่อใด) เป็นความศรัทธาต่อคำสอนที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้ดี เราอาจเคารพบุคคลซึ่งเป็นผู้สั่งสอน หรือเคารพภาพตัวแทนของบุคคลเหล่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องมือให้เราเรียนรู้ชีวิตและยึดเหนี่ยวจิตใจที่เปราะบางได้นั่นคือ ธรรมะ และเหนือสิ่งอื่นใดหากเราเกิดความศรัทธาแล้ว เราก็จะปฏิบัติตามในคำสั่งสอนเหล่านั้นได้ไม่ยากนัก
ประสบการณ์การปฏิบัติธรรมของผู้เขียนนั้น พบกับความเบื่อหน่ายและง่วงงุนเป็นธรรมดา เพราะตลอดระยะเวลานั้นไม่มีสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้นจิตใจเราได้ คิดง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เราต้องมีสิ่งกระตุ้นทั้งกายและใจตลอดเวลา ทั้งดูทีวี อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย เล่นเกม แต่เมื่ออยู่ระหว่างการปฏิบัติที่สงบเงียบ ไร้สัญญาณโทรศัพท์มือถือ เมื่อปราศจากสิ่งเร้าต่างๆ เช่นในชีวิตทุกวัน เราจึงมักง่วงเหงาหาวนอน
ระหว่างปฏิบัติผู้เขียนมีอาการเบื่อหน่ายและง่วงมาก พยายามกำจัดความง่วงออกไปอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะในรูปแบบท่านั่งสร้างจังหวะหรือการเดินจงกรม แต่ช่วงสายของการปฏิบัติวันหนึ่งขณะที่ผู้เขียนกำลังนั่งปฏิบัติได้พยายามหาวิธีเพื่อขจัดความง่วง ด้วยการขยับใบหน้า อ้าปาก เลิกคิ้ว ย่นจมูก ทำปากเบี้ยวไปมา สายตาเริ่มสังเกตเพื่อนร่วมปฏิบัติ เห็นหลายคนหายไปล้างหน้าบางคนเดินไปหาลูกอมใส่ปาก บ้างก็เปลี่ยนมาเดิน ซึ่งแน่นอนไม่สำเร็จ สำหรับผู้เขียนซึ่งยังคงง่วงแต่มือก็เคลื่อนไหวไปตามจังหวะอย่างถูกต้อง ขณะความง่วงครอบงำนั้น ผู้เขียนเห็นการกระทำของเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติคนหนึ่ง เธอนั่งพิงเสา หยิบขนมข้างตัวขึ้นมาใส่ปากครั้งที่หนึ่ง และครั้งที่สอง เธอยืดเหยียดขาออก และสุดท้ายเธอใช้มือทั้งสองทุบที่หน้าผากตัวเองหนักๆ หลายครั้ง ผู้เขียนมองเห็นกิริยานั้น และทันใดความง่วงมหาศาลของผู้เขียนก็ “ดับลง” ในบัดนั้น ความแปลกใจแล่นเข้าสู่ความคิด ในใจร้องเฮ้ย รู้สึกถึงความอัศจรรย์อย่างบอกไม่ถูก ปฏิบัติต่ออย่างสดชื่นเหมือนไม่เคยรู้สึกง่วงมาก่อน นอกจากนี้ระหว่างนั่งขัดสมาธิอยู่นั้น ผู้เขียนเริ่มกำหนดความเจ็บปวดที่ขาแต่ละข้างไล่ไปที่ปลายเท้า มองความทุกข์ที่เกิดกับขาตนเองอย่างอดทน รู้สึกถึงความความชาที่เท้า ใจเริ่มคิดว่าอยากเหยียดขาออกไป เพียงแค่นั้นก็จะหมดทุกข์ ขณะเดียวกันก็คิดว่าเดี๋ยวความปวดขาก็จะกลับมาอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้ ความทุกข์กำลังตั้งอยู่ในจิตใจผู้เขียนไม่ใช่ที่ขา ผู้เขียนเริ่มบอกตัวเองว่าไม่ไหวแล้ว แต่...ขณะนั้นสติกลับนึกไปถึงคำสอนหลวงพี่ที่บอกถึงเรื่องว่าต้องไหว อะไรๆ เราก็มักจะบอกว่าไม่ไหว...ทำให้ผู้เขียนไม่ได้เหยียดขาออกไป นั่งอยู่ในท่าเดิม มือยังคงเคลื่อนไหวปฏิบัติ เมื่อได้ยินเสียงระฆังแห่งสติ สัญญาณบอกหมดเวลาของการปฏิบัติรวม ขณะลุกขึ้นด้วยความคิดที่ว่าเท้าทั้งสองต้องชามากไร้ความรู้สึกแน่นอน แต่ปรากฏว่าเท้าไม่รู้สึกชา ความเจ็บปวดดับลงตรงนั้น ตรงจุดที่ผู้เขียนลุกขึ้นยืน ความอัศจรรย์ใจมาถึงในเวลาใกล้เคียงกัน
ประสบการณ์ขณะเดินจงกรมไปนอกวัดก็เป็นประสบการณ์แปลกใหม่อีกข้อหนึ่งของผู้เขียน ธรรมชาติรอบตัวขณะเดินสดชื่นและเบิกบาน ผู้เขียนได้เห็นสีเขียวของต้นไม้ ได้สัมผัสดินนุ่มที่ฝ่าเท้า ได้ยินเสียงนก แมลง และเสียงน้ำตกไหลดังอยู่ไม่ไกล เสียงเหล่านี้สลับกับเสียงความคิดมากมายในหัว คิดเรื่องอดีตคิดเรื่องอนาคต คิดเรื่องงานคิดเรื่องครอบครัว แต่เมื่อระฆังแห่งสติที่หลวงพี่ผู้เดินนำจงกรมกังวานขึ้น นั่นคือเสียงแห่งสติอย่างแท้จริง ผู้เขียนพบว่าระหว่างที่คิดเสียงน้ำไหลแรงที่ได้ยินจะหายไปจากโสตสัมผัส เมื่อความคิดหยุดจะได้ยินเสียงน้ำตกอีกครั้ง แปลกดี
ผู้เขียนพบสิ่งที่ตนเองเรียกว่าความมหัศจรรย์ รู้สึกรักและศรัทธาในธรรมะมากขึ้น แต่การยึดติดเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องฝึกเจริญสติอีกมากให้ปล่อยวาง เพราะหลังพบความมหัศจรรย์ครั้งแรก ผู้เขียนได้แต่เฝ้ารอความมหัศจรรย์ให้กลับมาอีกระหว่างปฏิบัติ และพบว่ามันไม่เกิดขึ้นอีกเลย
บางครั้งเรารู้ตัวดีว่าทั้งความสุขและความทุกข์ไม่อยู่กับเราไปตลอด เรารู้ว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปแต่ทำไมยังคงรักสุขเกลียดทุกข์ ทำไมเราจึงอยากจะเป็นสุขไม่อยากเป็นทุกข์ และทำไมไม่ลองเปลี่ยนมาเห็นทั้งทุกข์และสุข อย่าเข้าไปเป็นมัน







