posttoday
ผลของกรรม(ต่อ)

ผลของกรรม(ต่อ)

14 ธันวาคม 2557

อาทิตย์ที่แล้ว MQ พูดถึงเรื่องการให้ผลของกรรม ว่าเป็นอจินไตย ด้วยว่าแต่ละคนก็เวียนว่ายตายเกิดกันมามากมาย

อาทิตย์ที่แล้ว MQ พูดถึงเรื่องการให้ผลของกรรม ว่าเป็นอจินไตย ด้วยว่าแต่ละคนก็เวียนว่ายตายเกิดกันมามากมาย และล้วนได้กระทำกรรมไว้มาก การที่จะรู้ได้ละเอียดถ่องแท้ว่า นี้เป็นวิบากหรือผลของกรรมใด โดยชัดเจนถ่องแท้นั้นต้องเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า

อย่างไรก็ตาม ผลที่ไม่ดีนั้น ย่อมมาจากเหตุที่เป็น บาป อกุศล ส่วนผลที่ดีย่อมมาจากเหตุที่เป็นบุญ กุศล อันนี้เป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด ดังนั้น การที่จะมานั่งห่วงว่านี้กรรมอะไร กระทำไว้แต่ชาติปางไหน ไม่ใช่เรื่องที่ควรคิด หรือพยายามค้นหา แต่ควรกระทำเหตุใหม่ ให้ดี คือ ทำคุณงามความดี และพยายาม ลด ละ เลิก เหตุใหม่ ที่ชั่ว ก็คือ การทำชั่ว ทำบาป ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา ใจ ต่างหาก เป็นสิ่งที่เราสามารถกระทำได้ เรื่องกรรมที่ทำไปแล้วนั้น อะไรไม่ดีไม่ถูกไม่ควร ก็ควรละไม่ทำอีกต่อไป อะไรที่ผิดพลาดไปแล้ว มีทางแก้ไขได้ก็พยายามแก้ไขและขอโทษ เป็นต้น

การให้ผลของกรรมนั้น จะให้เมื่อเหตุปัจจัย
เหมาะสม ซึ่งนอกจากการกระทำกรรมหนักมากๆ บางประเภทเท่านั้น ที่สามารถรู้ที่จะให้ผลแน่นอน เช่น อนันตริยกรรม ซึ่งผู้นั้นจะเมื่อตายไปต้องตกนรกแน่นอน เป็นต้น

ดังนั้น การที่คนเคราะห์ร้ายแล้วไปทำบุญเพื่อหวังให้พ้นเคราะห์นั้น ก็เป็นการอาศัยหลักทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว แต่ผลดีจะมาทันให้ผลตัดรอนผลของกรรมชั่วได้หรือไม่นั้น ก็เป็นอจินไตยอีก กรรมดีย่อมให้ผลดีแน่นอน แต่ระยะเวลาที่จะให้ผลคือเมื่อไหร่เหตุปัจจัยจะเหมาะสมนั่นแหละ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ละชั่วและทำความดี เพราะทั้งชั่วและดีล้วนมีผล กรรมชั่วอย่าทำเสียเลยดีกว่า เพราะผลย่อมไม่น่าปรารถนา

 มีพระสูตรชื่อ “อสังขาสูตร” เป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้ผลของกรรม ซึ่งแม้ในสมัยพุทธกาลก็มีคนเข้าใจผิด พระสูตรนี้ว่าด้วยเรื่อง “การฆ่าสัตว์ต้องไปอบายตกนรก เป็นต้น” มีความน่าสนใจและอาจทำให้เราเข้าใจเรื่องการให้ผลของกรรมได้ดีขึ้น

ในสมัยนั้นมีนิครณฐนาฏบุตร ได้สอนลูกศิษย์ของเขาว่า “ผู้ที่ฆ่าสัตว์ต้องไปตกอบาย ตกนรกทั้งหมด ผู้ที่ลักทรัพย์ต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด  ผู้ที่ประพฤติผิดในกามต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด ผู้ที่พูดเท็จต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด กรรมใดๆ มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลไป” ในเรื่องนี้ฟังดูผิวเผินเหมือนความเข้าใจถูก แต่ความจริงไม่ถูกต้อง

 พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า การที่เขาแสดงธรรมอย่างนี้ ว่า กรรมใดๆ มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครๆ จักไม่ไปอบาย ตกนรก ตามคำของนิครณฐนาฏบุตร ทรงถามลูกศิษย์ของนิครณนั้นว่า “ดูก่อนนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษฆ่าสัตว์รวมทั้งสมัยและไม่ใช่สมัย ทั้งกลางคืนและกลางวัน สมัยที่เขาฆ่าสัตว์ หรือสมัยที่เขาไม่ฆ่าสัตว์ สมัยไหนมากกว่ากัน”

นายคามณี ตอบว่า “...สมัยที่ฆ่าสัตว์น้อยกว่า สมัยที่เขาไม่ได้ฆ่าสัตว์มากกว่าพระเจ้าข้า” นั่นก็คือทรงแสดงว่า ถ้ากล่าวว่า ทำกรรมใดๆ มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลนั้นไป เช่นนี้ แม้ผู้ที่มีปกติชอบฆ่าสัตว์ ก็จะไม่ไปตกอบายเลย เพราะเวลาที่เขาฆ่าสัตว์ ก็น้อยกว่าเวลาที่ไม่ได้ฆ่าสัตว์ แม้คนลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามและพูดเท็จก็เช่นกัน ดังนั้นการที่บอกว่าใครทำกรรมใดมากๆ กรรมนั้นย่อมนำบุคคลไป จึงไม่ถูก เป็นความเห็นที่ผิด

ส่วนการที่บอกว่า “ผู้ที่ฆ่าสัตว์ ต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด...ผู้ที่พูดเท็จต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด” นี่ก็เป็นความเห็นผิดเช่นกัน และไม่สามารถทำให้ผู้ที่เชื่อแบบนี้ทำดีได้ เพราะเมื่อเคยฆ่าสัตว์แล้วก็ต้องตกนรก อย่างนี้สาวกของนิครณนั้นย่อมไม่ละปาณาติบาต เพราะเมื่อสัตว์ที่เราฆ่ามีอยู่ ยังไงก็ต้องตกนรก เมื่อเชื่อเช่นนี้ก็เป็นความเห็นผิด ย่อมไม่ละปาณาติบาต เป็นต้น เมื่อไม่ละก็จะยังทำชั่ว แล้วก็จะตกนรกจริงๆ

จะเห็นได้ว่า เรื่องของกรรมนั้นจะพูดโดยรวมๆ ง่ายๆไม่ได้ เช่น ใครฆ่าสัตว์ ก็จะต้องตกนรกหมด แบบนี้ไม่ได้ มิฉะนั้นผู้ที่เคยฆ่าสัตว์แล้วแม้สักตัวหนึ่งก็ต้องตกนรก ใครทำกรรมอะไรมาก ก็จะเป็นไปตามกรรมนั้นก็ไม่ใช่อีก เพราะบางคนทำกรรมหนักเพียงหนเดียวเป็นเวลาไม่กี่นาที เช่น ฆ่าบิดา หรือมารดา เป็นต้น ตลอดชีวิตก็ต้องทำกรรมอื่นมากกว่า แต่เขาจะไปเกิดเพราะกรรมหนักนั้น  ความเข้าใจผิดในเรื่องการให้ผลของกรรม ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิประเภทหนึ่ง ดังนั้น เราจึงควรศึกษารายละเอียดเรื่องกรรมและการให้ผลให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน...

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี