
คำตอบสุดท้าย เลือกนายกฯทางตรง
กรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง หนึ่งในคณะทำงานภายใต้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
กรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง หนึ่งในคณะทำงานภายใต้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี “อาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” ประธาน ซึ่งเป็นที่จับตาของสังคมขณะนี้ เพราะมีส่วนสำคัญในการยื่นข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง
ล่าสุดได้ยื่นข้อเสนอให้มีการเลือกคณะรัฐมนตรีทางตรง เพื่อแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอย่างชัดเจน แต่ยังคงมีอำนาจในการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน
ซึ่ง “อาจารย์สมบัติ” วิเคราะห์ถึงรากเหง้าของโครงสร้างเดิมที่มีปัญหาเรื้อรัง คือ 1.ระบบที่ สส.เลือกนายกรัฐมนตรีไม่มีความโปร่งใส เนื่องจากการศึกษาพบว่า สส.จำนวนมากมาจากการซื้อเสียง เมื่อเข้าสู่รัฐสภาก็เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องตอบแทน สส. โดยการจัดสรรงบประมาณลงไปยังพื้นที่ แล้ว สส.จะเก็บส่วนแบ่งในงบประมาณราว 20-30%
อีกทั้งยังมีการซื้อขายตำแหน่งของข้าราชการระดับสูง เพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีอำนาจในการแต่งตั้งโดยตรง ส่งผลให้เกิดทุจริตในวงข้าราชการอีกด้วย
2.ระบบรัฐสภาเดิมมีพรรคการเมืองเดียวที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาด ควบคุมทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เหมือนการเล่นปาหี่ ส่วนการถอดถอนของวุฒิสภาก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน
และ 3.การทำหน้าที่นิติบัญญัติของ สส.ขาดประสิทธิภาพ เพราะรัฐบาลสามารถควบคุมเสียงข้างมากในรัฐสภา การคัดค้านกฎหมายของ สส.ฝ่ายค้านไม่เคยสำเร็จ
ทั้งนี้ ที่ประชุม กมธ.ปฏิรูปการเมืองเห็นร่วมกันว่าระบบรัฐสภาเดิมไม่สามารถแก้ไขรากเหง้าปัญหาเหล่านี้ได้ จึงประยุกต์หลักแบ่งแยกอำนาจมาใช้ เพื่อให้ฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ในการบัญญัติกฎหมายและตรวจสอบฝ่ายบริหารเท่านั้น
จุดแข็งของการเลือกคณะรัฐมนตรีทางตรง ได้แก่ 1.ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติของคณะบุคคลที่สมัครเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี นอกจากนั้นประชาชนที่ไม่ขายเสียงยังสามารถเลือกคณะรัฐมนตรีได้โดยตรง
2.นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ต้องทำหน้าที่นิติบัญญัติ เนื่องจากระบบเดิมจะต้องเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรปีละ 2 สมัย รวม 8 เดือน
3.รัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้ สส.ทำการทุจริต ขณะเดียวกันก็ลดการซื้อสิทธิ ขายเสียง ของ สส.ในพื้นที่ เพราะไม่สามารถไปเรียกผลประโยชน์คณะรัฐมนตรีได้ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีมาจากประชาชน จึงไม่ต้องตอบแทนผลประโยชน์แก่ สส.
4.สร้างเสถียรภาพให้กับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ หากบุคคลในฝ่ายใดกระทำผิดก็จะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยไม่ต้องยุบสภา
5.ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถบัญญัติกฎหมายได้ ไม่เว้นแม้แต่กฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณ จากเดิมที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้เสนอฝ่ายเดียว และ 6.กมธ.ปฏิรูปการเมืองเสนอให้มีการจัดตั้งศาลคดีการเมือง โดย สส. สามารถส่งคำฟ้องดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิด ซึ่งจะมีประสิทธิภาพกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ถามว่า การเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรงจะขัดต่อประเพณีการปกครองของประเทศ โดยเฉพาะประเด็นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะต้องทรงลงพระปรมาภิไธย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันอำนาจของนายกฯ และรัฐมนตรีที่มาจากประชาชนทางตรงจะกระทบกับพระราชอำนาจหรือไม่ “อาจารย์สมบัติ” อธิบายกระบวนการในขั้นตอนนี้ ว่า “โครงสร้างใหม่นี้ยังคงกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยใช้พระราชอำนาจนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา อำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการผ่านศาล ฉะนั้นผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งสูงสุดในแต่ละฝ่ายจะต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ
อย่างไรก็ตาม กมธ.ปฏิรูปการเมืองได้ออกแบบให้นายกรัฐมนตรีรักษาการและคณะรัฐมนตรีรักษาการที่มาจากปลัดแต่ละกระทรวง ทูลเกล้าฯ เพื่อให้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่ง ซึ่งยังคงเป็นไปตามประเพณีการปกครองของประเทศไทย”
“หากเกิดวิกฤตการเมืองขึ้น ระบบนี้จะทำให้ความรุนแรงลดลง เพราะฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบ แล้วส่งฟ้องศาลการเมืองได้เลย มันจะมีทางออก ระบบรัฐสภาเดิมไม่มีทางออก ประชาชนเรียกร้องให้ยุบสภา เขาก็ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ก็ชนะอีก ทั้งที่ประชาชนอยากให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ก็เอาออกไม่ได้ ขนาดศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดแล้ว แต่ยังอ้างว่ารักษาการอยู่ ถ้าตั้งโจทย์กับระบบใหม่ที่เสนอ ก็ต้องตอบคำถามกับระบบรัฐสภาเดิมเสียก่อน เพราะระบบใหม่นี้สามารถตรวจสอบ แล้วฟ้องศาลคดีการเมืองตัดสินได้เลย” อาจารย์สมบัติ ชี้ถึงกลไกในการถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลภายใต้ระบบโครงสร้างใหม่ ที่มีทางออกเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่ทางตัน
ประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา แม้จะมีการจัดตั้งองค์กรเพื่อวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการกระทำผิดตามรัฐธรรมนูญ อย่าง ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ประชาชนบางส่วนยังไม่ยอมรับ กรณี “ศาลคดีการเมือง” จะประสบชะตากรรมเดียวกันหรือไม่ ? อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า หากอำนาจตุลาการในประเทศไทยเชื่อถือไม่ได้ ประเทศนี้เท่ากับล้มละลายแล้ว เพราะศาลคดีการเมืองเสนอให้อยู่ในกระบวนการของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทั่วโลกยอมรับ แต่วันนี้คนไทยบางส่วน โดยเฉพาะนักการเมืองบอกว่าไม่เชื่อศาลไทย ประเทศไทยจะเหลืออะไร หากไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม
“นักการเมืองกลุ่มหนึ่งชอบอ้างแบบนั้น แต่ประชาชนเขาก็ไม่รับ โดยหลักการศาลก็ยังตัดสินเอาคนผิดเข้าคุกทุกวัน นักการเมืองเวลาได้ประโยชน์บอกดี แต่เสียประโยชน์บอกไม่ดี นี่ก็ต้องไปดูว่าใครเป็นคนพูด ฉะนั้นประชาชนที่ตื่นรู้จะรู้ว่าการพูดแบบนี้เป็นประโยชน์กับประเทศหรือทำลายประเทศ”
นอกจากนั้น “อาจารย์สมบัติ” ยังอธิบายถึงพัฒนาการของสังคมไทยที่ให้ความสนใจกับการเลือกคณะรัฐมนตรีทางตรง ว่า ขณะนี้จะอ้างว่าประชาชนไม่มีความเข้าใจไม่ได้ แม้กระทั่งการร่วมรายการวิทยุในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อทำสำรวจระหว่างการดำเนินรายการพบว่า มีประชาชนเห็นด้วยกับการเลือกคณะรัฐมนตรีทางตรงกว่า 60% เช่นเดียวกับข้อมูลจากกรุงเทพโพลล์ ที่ประชาชนเห็นด้วยกับการเลือกคณะรัฐมนตรีทางตรงเป็นอันดับ 1 (34%) ไม่ต่างจากการสำรวจของนิด้าโพล ที่มีผู้เห็นด้วยประมาณ 72%
“ประชาชนไปไกลกว่าที่เราคิด ศ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยังบอกเช่นกันว่า ส.ส.ร.1 ปี 2540 การสำรวจครั้งนั้นระบุว่า ประชาชนอยากให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีทางตรง ขณะที่วันนี้ประชาชนอยากให้เลือกตั้งทางตรงมากขึ้น วันนี้คนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้จะเป็นส่วนน้อย ลองให้สำนักงานสถิติแห่งชาติไปสำรวจคนทั้งประเทศดู” อาจารย์สมบัติ กล่าวทิ้งท้าย







