posttoday
ตั้งรับน้ำมันถูก

ตั้งรับน้ำมันถูก

13 ธันวาคม 2557

แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะลดลงต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา

แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะลดลงต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบตลาดเวสต์เทกซัสลดลงมาอยู่ที่ระดับ 58.94 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล น้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือราคาดิ่งลงมาอยู่ที่ 62.90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากช่วงกลางปีที่ราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวเหนือระดับ 100-110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

มีการประเมินว่าสาเหตุที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำหนักในรอบนี้ และมีการคาดการณ์ว่าอาจได้เห็นราคาน้ำมันดิบที่ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลนั้น เป็นผลจากความพยายามของชาติสมาชิกโอเปกที่คงระดับการผลิตน้ำมันดิบ เพื่อหยุดยั้งความเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมผลิตน้ำมันเชลล์แก๊สในสหรัฐ ประกอบภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเสี่ยงอยู่

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวในระดับต่ำเช่นนี้เป็นเวลาหลายปี นักวิเคราะห์ประเมินว่า เมื่อถึงเวลาราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นตามหลักดีมานด์และซัพพลาย โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจโลกมีทิศทางฟื้นตัวชัดเจน ราคาน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เช่น เมื่อต้นปี 2552 ที่ราคาน้ำมันดิบลดลงต่ำสุดที่ 46 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากที่เคยทำสถิติสูงสุด 147.27 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2551 จากนั้นราคาน้ำมันค่อยๆ ปรับตัวขึ้นจนแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

แน่นอนว่าราคาน้ำมันดิบที่ลดลงดังกล่าวส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเอเชียโดยรวม ซึ่งรวมถึงประเทศไทย แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด นั่นคือการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง เช่น แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล เป็นต้น เพราะแม้ว่าต้นทุนการผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลในขณะนี้จะสูงกว่าราคาน้ำมันในตลาดมาก และทำให้การผลิตไม่คุ้มค่าก็ตาม ภายใต้ 2 เหตุผล คือ 1.เพื่อพยุงราคาสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล และน้ำมันปาล์มที่เป็นส่วนผสมของไบโอดีเซล และ 2.เพื่อให้อุตสาหกรรมพลังงานทดแทนดำรงอยู่ รอรับมือในยามที่ราคาน้ำมันโลกดีดตัวกลับมาอยู่ในระดับสูง 

นอกจากนี้ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดต่ำลงได้เปิดช่องให้รัฐบาลสามารถปรับโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศที่มีความไม่สมดุลมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ลดการอุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจีและน้ำมันดีเซล แต่การปรับโครงสร้างราคาพลังงานดังกล่าว รัฐบาลต้องไม่ลืมการสร้างความสมดุลระหว่างหลักเศรษฐศาสตร์ที่สมเหตุสมผล กับผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนแต่ละกลุ่มที่มีการใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ไม่เหมือนกัน อาทิ คนขับรถในเมือง ร้านค้าขายข้าวแกง เกษตรกร และการใช้เชื้อเพลิงในรถบรรทุกขนส่งสินค้า กระทั่งครัวเรือนที่จะได้รับผลกระทบอย่างมาก ตลอดจนระดับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นจากการปรับเพิ่มราคาก๊าซหุงต้มให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

ดังนั้น การที่รัฐบาลจะเลือกอุดหนุนราคาพลังงานสำหรับภาคใดภาคหนึ่ง เช่น การดูแลราคาก๊าซหุงต้มในครัวเรือนและการดูแลราคาก๊าซ หรือเชื้อเพลิงที่ใช้ในภาคการขนส่งสาธารณะ รวมถึงรถบรรทุกในภาคขนส่งยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ หาไม่แล้วการปรับโครงสร้างราคาพลังงานตามแนวทางรัฐบาลดำเนินการอยู่นี้ จะสร้างภาระทางอ้อมและซ้ำเติมประชาชนทั่วไป ในขณะที่กลุ่มที่จะได้ประโยชน์สูงสุด คือ ธุรกิจในอุตสาหกรรมพลังงานที่เป็นเสือนอนกินในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และมีกำไรมหาศาลไม่ว่าน้ำมันจะแพงหรือถูกก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท