
นายกฯย้ำทุกฝ่ายต้องช่วยดูแลป้องกันทุจริต
พล.อ.ประยุทธ์ย้ำทุกฝ่ายต้องช่วยดูแลป้องกันทุจริต เผยนำระบบสร้างความโปร่งใสมาใช้ในการลงทุนรัฐวิสาหกิจ
พล.อ.ประยุทธ์ย้ำทุกฝ่ายต้องช่วยดูแลป้องกันทุจริต เผยนำระบบสร้างความโปร่งใสมาใช้ในการลงทุนรัฐวิสาหกิจ
เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” กล่าวว่า แม้ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยจะปรับตัวดีขึ้น ในสายตาองค์กรระหว่างประเทศ แต่ก็ยังต้องมีการให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วว่า การป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นถือว่าเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนแห่งชาติเนื่องจากว่า การทุจริตเป็น ต้นตอของปัญหาด้านต่าง ๆ ของประเทศ อีกทั้งยังทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม เกิดอุปสรรคต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ทุกภาคส่วนนั้นต้องให้ความร่วมมือ ช่วยกันแก้ปัญหาอย่างเอาจริงเอาจัง ทั้งรัฐบาล เอกชน ประชาชน ข้าราชการ องค์กรต่าง ๆ ช่วยกันดูแลในเรื่องนี้ ทั้งผู้ให้ผู้รับก็มีความผิดทั้งคู่ เรื่องของการฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้น ส่วนใหญ่มักจะนำผลประโยชน์ของรัฐมาเป็นส่วนตัว หรือเอื้อประโยชน์ ซึ่งข้าราชการทุกระดับชั้น ทั้งบุคคลรอบข้างหรือใกล้ชิดต่าง ๆ ก็ต้องระมัดระวังด้วย อย่าปล่อยปะละเลยให้คนเหล่านั้นไปเรียกร้องผลประโยชน์
"ในส่วนของรัฐบาลผมเองและคณะรัฐบาลก็ไม่เข้าเกี่ยวข้องในผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นขอให้ช่วยกันดูแลด้วย"พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ เพื่อที่จะบูรณาการการกำกับดูแลทั้งในเรื่องการ ป้องกันและ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันของภาครัฐทั้งระบบซึ่งที่ผ่านมานั้น อาจะจะมีการดำเนินการอยู่บ้างแล้วแต่การบริหารจัดการค่อนข้างกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน อาจจะไม่มีเจ้าภาพหลักที่ดูแลในเรื่องของการบริหารจัดการจะได้ให้รวดเร็วขึ้น
ฉะนั้น คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาตินี้ ก็อย่าเกรงว่าจะเป็นซ้ำซ้อนกับใครอะไร อย่างไร กลไกหลักในการดำเนินการป้องกัน ก็จะเน้นในเชิงป้องกันและขจัดทุจริตคอร์รัปชันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้นเอง
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลได้สั่งการให้มีการนำระบบการสร้างความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจ ได้นำระบบการลงทุนการก่อสร้างภาครัฐมาใช้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเปิดเผยข้อมูลการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งในโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จะเป็นโครงการนำร่องที่จะใช้ระบบนี้เข้ามาตรวจสอบการ ก่อนจะขยายไปสู่โครงการของรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ
นอกจากนี้รัฐบาลยังได้มีการนำ สัญญาคุณธรรม มาใช้ โดยหน่วยงานรัฐแล้วก็ผู้จัดซื้อจัดจ้างและเอกชนทุกคนที่เข้ามาเสนอราคาต้องลงนามในสัญญาที่ว่านั้นว่า จะไม่มีการรับหรือให้สินบน แล้วก็ยอมรับกระบวนการเปิดเผยข้อมูลในทุกขั้นตอน แล้วก็ยอมให้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพหรือภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นคณะตรวจสอบอิสระโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก็จะเป็นโครงการนำร่องการปฏิบัติตามสัญญาคุณธรรม
"ที่สำคัญก็คือ การส่งเสริมความเข้มแข็งของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่สำคัญเพื่อให้สามารถดำเนินงานตามภารกิจได้อย่างเต็มขีดความสามารถ ปัญหาก็คือ คดีมีมากมายเจ้าหน้าที่ก็มีอัตรากำลังน้อย ก็ได้อนุมัติอัตรากำลังพลเพิ่มเติมมากกว่า 700 อัตรา เพื่อให้ ป.ป.ช.สามารถสะสางคดีที่มีค้างอยู่เดิมก่อนที่ คสช. จะเข้ามาดำเนินการเป็นจำนวนมากถึงเกือบ 2,000 คดี ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น"พล.อ.ประยุทธ์กล่าว







