
ยธ.เร่งยกร่างกม.จัดซื้อรมว.เซ็นอนุมัติร่วมรับผิดถ้าทุจริต
“บิ๊กต็อก”เร่งยกร่างกม.จัดซื้อจัดจ้างให้รมว.เซ็นอนุมัติโครงการร่วมรับผิดหากมีทุจริต เสนอขรก.ซี7-8 แสดงบัญชีทรัพย์สิน เพื่อสร้างความโปร่งใส
“บิ๊กต็อก”เร่งยกร่างกม.จัดซื้อจัดจ้างให้รมว.เซ็นอนุมัติโครงการร่วมรับผิดหากมีทุจริต เสนอขรก.ซี7-8 แสดงบัญชีทรัพย์สิน เพื่อสร้างความโปร่งใส
วันที่ 12 ธ.ค. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดโครงการรวมพลังสร้างเครือข่ายด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ โดยกล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า ตนได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มาปรับแก้ปัญหาการทุจริตทั้งระบบ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในหน่วยงานราชการเกิดขึ้นมาก ซึ่งกระทรวงยุติธรรมมีหน่วยงานในสังกัดที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามหน้าที่ดังกล่าว ในฐานะที่ผู้ดูแลภาพรวมทั้งหมด เห็นว่าต้องมีการปรับหลายอย่าง เช่น สำนักป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท) อาจจะต้องโยกย้ายไปอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี หรือการป้องกันปัญหาการฮั้วประมูลโครงการก่อสร้างของรัฐขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าหลายแสน หรือหลายหมื่นล้านบาท ก็จำเป็นจะต้องมีการออกพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างให้มีผลบังคับใช้ เนื่องจากการจัดซื้อฯเดิมเป็นเพียงแค่ระเบียบพัสดุ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการทุจริต จึงเห็นว่าควรต้องมีเงื่อนไขให้ผู้บริหารที่มีอำนาจเซ็นอนุมัติเป็นผู้รับผิดชอบ ต้องมีหลักฐานการสั่งการในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยรัฐมนตรีเจ้าสังกัดจะต้องมีลายเซ็นต์เป็นลายลักษณ์อักษร หรือข้าราชการประจำที่ต้องร่วมรับผิดชอบจะต้องเป็นระดับไหน ต้องกำหนดให้ชัดเจน
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า กรณีทุจริตโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลงบประมาณกว่า 600 ล้านบาท ถือเป็นตัวอย่างที่ดี นักการเมืองใช้อำนาจนำงบจากการแปรญัติมาใช้ แต่เมื่อกระจายลงไปแล้ว มีการสั่งซื้อ หรือดัดแปลงการใช้งบประมาณแต่ไม่มีลายเซ็นผู้บริหารที่รับผิดชอบ แต่ผู้ปฎิบัติคือข้าราชการที่ถูกสั่งการทางวาจาได้รับคำสั่งจึงต้องทำตาม ดังนั้นจึงต้องออกกฎหมายเพื่อป้องกันข้าราชการ เพื่อป้องกันการฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล และการตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันการทุจริตในภาครัฐซึ่งมีหลายหน่วยงานร่วมเป็นการควบคุมระบบการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเนื่องจากงานตรวจสอบทุจริต การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน จึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิเศษและมีการรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากองค์กรอิสระด้วย
“ผมเห็นด้วยกับการเสนอให้ข้าราชการต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องดี ควรเริ่มตั้งแต่ข้าราชการในระดับซี 7 ซี 8 ต้องเปิดให้หมด การแสดงบัญชีทรัพย์สินไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร แค่กรอกข้อมูลให้เรียบร้อยเท่านั้น แต่ถ้ใครคัดค้านไม่ต้องการแสดงบัญชีทรัพย์สิน แสดงว่าตั้งใจมานั่งโกง เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ทุกฝ่ายจะได้สบายใจว่าการเข้ามาทำงานของนักการเมืองและข้าราชการโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว
พล.อ.ไพบูลย์ให้สัมภาษณ์ภายหลังถึงการแยกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม 3 หน่วยคือ ปปส. ปปท. และปปง.ให้ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นเห็นว่าเดิมทั้ง 3 หน่วยงานขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่แล้วแต่หากจะแยกจากกระทรวงยุติธรรมไปก็ไม่ขัดข้อง ซึ่งต้องมีการแก้กฎหมายว่าใครเป็นผู้ควบคุม ซึ่งถือว่าอยู่ในส่วนของการปฏิรูประบบราชการซึ่งต้องพิจารณาว่าสำนักนายกรัฐมนตรีพร้อมรับหรือไม่ โดยสิ่งสำคัญต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าการไปอยู่ภายใต้สังกัดสำนักนายกรับมนตรีดีกว่าอยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรมอย่างไร
พล.อ.ไพบูลย์ยังกล่าวถึงข้อเสนอของสปช.ที่เสนอให้นำ 3 หน่วยงานคือปปง.และปปท.ไปรวมกับปปช.ว่าถือเป็นแนวคิดหนึ่งแต่ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งก็เป็นอีกแนวทางการปฏิรูปหากมีประโยชน์ก็ไม่ขัดข้อง แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดและข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจึงให้คำตอบไม่ได้







