
อย่าเห็นแก่ตัว
การคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... ของแพทยสภากลุ่มหนึ่งโดยอ้างว่าแพทย์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ถือเป็นเจตนาที่จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือกล่าวความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะหากกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้จริงจะส่งผลดีต่อแพทย์ สถานพยาบาลและผู้รับบริการที่มีปัญหาความเสียหายอันเกิดจากการรักษาได้มากขึ้น
การคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... ของแพทยสภากลุ่มหนึ่งโดยอ้างว่าแพทย์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ถือเป็นเจตนาที่จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือกล่าวความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะหากกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้จริงจะส่งผลดีต่อแพทย์ สถานพยาบาลและผู้รับบริการที่มีปัญหาความเสียหายอันเกิดจากการรักษาได้มากขึ้น
ดังนั้น ถือว่าแพทยสภากลุ่มนี้ได้สร้างความสับสนให้สังคมเข้าใจผิดว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาการฟ้องร้องระหว่างแพทย์และคนไข้ได้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงกฎหมายฉบับนี้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นมาหลายรอบ และเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นตรงกันว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถเยียวยาปัญหาความเสียหายที่เกิดจากการรักษาได้ เนื่องจากจะมีการจัดตั้งกองทุนมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายชดเชยให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายได้ทันที ซึ่งจะมีเงื่อนไขไม่ให้มีปัญหาการฟ้องร้องขึ้นในภายหลังได้
เพียงแต่เนื้อหาในกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้กองทุนสุขภาพทั้งสาม กองทุน จะต้องร่วมจ่ายเงินสมทบรายปีเข้ากองทุนไม่เกินร้อยละหนึ่ง รวมถึงสถานพยาบาลเอกชนด้วย เพื่อเป็นค่าชดเชยให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายจากการรักษาในทันที โดยมิต้องพิสูจน์ความผิด
นั่นหมายถึงคนไข้ไม่จำเป็นต้องยื่นฟ้องร้องแพทย์ให้ยืดเยื้อเสียเวลา แพทย์เองก็จะได้รับการคุ้มครองโดยมิพักต้องกังวลว่าการวินิจฉัยการรักษาโรคแต่ละครั้งจะมีความเสี่ยงอันเกิดจากการรักษา สาระเหล่านี้ล้วนเอื้อให้ปัญหาการฟ้องร้องแพทย์ที่มีแนวโน้มสูงมากขึ้นเป็นลำดับลดลงได้
แพทยสภาจึงควรให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน และสร้างความกระจ่างต่อสังคมว่า ข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาการฟ้องร้องแพทย์เป็นการพูดไม่ครบถ้วนกระบวนความ สร้างความสับสน เพราะยังมีประชาชนอีกอย่างน้อยร่วม 20 ล้านคนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ดังนั้นการผลักดันกฎหมายฉบับใหม่มาแก้ปัญหาการฟ้องร้องแพทย์อย่างครอบคลุม จึงสามารถลดปัญหาได้มากกว่าเพิ่มปัญหา
แพทยสภาจึงควรมองปัญหาให้ถ่องแท้เพื่อรักษาไว้ซึ่งจริยธรรมของแพทย์ ไม่เช่นนั้นแพทย์ โดยเฉพาะเจ้าของโรงพยาบาลเอกชน อาจถูกกล่าวหาได้ว่ามุ่งเน้นแต่แสวงหากำไร แต่ขาดความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์ รวมถึงคนในวงวิชาชีพเดียวกันเอง หรืออาจถูกมองว่าการออกมาคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อหวังคะแนนเสียงในการเลือกตั้งกรรมการแพทยสภาที่กำลังจะมีขึ้นเท่านั้น
หากยึดประโยชน์ของประชาชนและผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์โดยรวม กฎหมายฉบับนี้จึงสามารถช่วยรักษามาตรฐานการรักษาพยาบาลและลดความขัดแย้งในอนาคตได้ ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนผู้รับบริการจะได้ประโยชน์







