
ชงปฏิรูปท้องถิ่นให้ชุมชนมีอำนาจจัดการลดพึ่งพารัฐ
ภาคประชาชนเรียกร้องภาครัฐรับฟังความคิดเห็นเพื่อการปฏิรูป ชงชุมชนมีอำนาจจัดการตัวเอง ลดการพึ่งพาภาครัฐ
ภาคประชาชนเรียกร้องภาครัฐรับฟังความคิดเห็นเพื่อการปฏิรูป ชงชุมชนมีอำนาจจัดการตัวเอง ลดการพึ่งพาภาครัฐ
เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. เวลา 12.30 น. ณ การเสนวนาเรื่อง "สานเสวนา สานใจประชา สู่การปฏิรูปประเทศไทย" ในหัวข้อ "พลังสังคมขับเคลื่อนประเทศ" ที่มีนางณาตยา แวววีรคุปต์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมดำเนินการอภิปรายข้อเสนอของภาคประชาชนต่อการปฏิรูปประเทศไทย
นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า สังคมไทยยังคงเชื่อข้อมูลจากการสำรวจในช่วง 6 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า ประชาชนไทยประมาณร้อยละ 70 ยอมรับการทุจริต หากตนยังได้รับผลประโยชน์ ซึ่งขณะนี้ตัวชี้วัดบางอย่างระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการสำรวจขององค์กรความโปร่งใสนานาชาติ ที่เปลี่ยนจากลำดับที่ 102 เป็นลำดับที่ 85 สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีการทุจริตลดลง ซึ่งภาคประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้การทุจริตลดลง เพราะในอดีตสังคมไทยผลักภาระการแก้ไขการทุจริตไปยังภาครัฐ ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ภาคประชาชนและเอกชนร่วมกันป้องกันและปราบปรามการทุจริตมากขึ้น
นายประทีป อินแสง ปราชญ์ชาวบ้านจากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนสวนแสงประทีป จ. น่าน กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศไทยจะต้องเริ่มจากการปฏิรูปชุมชนท้องถิ่น โดยประชาชนในชุมชนเอง แต่รัฐควรเป็นผู้เอื้อโอกาสในการปฏิรูป ยกตัวอย่างเช่น การเรียนรู้และจัดการตนเองร่วมกันของชุมชนใน จ. น่าน มีการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนา จ. น่าน ร่วมกัน อาทิ การจัดสรรที่ดิน การจัดการเรื่องน้ำ การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น ภัยพิบัติ การจัดสรรทรัพยากรป่าไม้ 6. ผู้สูงอายุ ประชาธิปไตยชุมชน และพลังงานทดแทน เป็นต้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ชุมชนท้องถิ่นกำหนดร่วมกันในการพัฒนาและประสบผลสำเร็จ
นายสมนึก จงมีวศิน เครือข่ายเพื่อตะวันออก กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาในภาคตะวันออกคือการจัดการปัญหาร่วมกันระหว่างชุมชนท้องถิ่นและภาคเอกชนในพื้นที่ จากเดิมที่เป็นคู่ปรปักษ์ กลายเป็นพันธมิตรที่มองอนาคตร่วมกัน ซึ่งมาจาก " กระบวน 4 รู้" ได้แก่ 1. ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน คนในชุมชนจะต้องรู้จักตนเอง 2. รู้จักมรดกของชุมชน เช่น ธรรมชาติและทรัพยากรสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 3. สิ่งที่จะกระทบมูลค่าของมรดกที่มีอยู่ และ 4. สรุปทางออกที่จะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นหมดไปในอนาคต กระบวนการเหล่านี้จะต้องเชิญทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ปัญหาร่วมกัน เช่น พื้นที่อ่าวอุดม จ. ชลบุรี ที่มีปัญหาเกี่ยวกับท่าเรือ โรงกลั่นน้ำมัน และการประมง ซึ่งสามารถหาทางออกร่วมกันได้ เมื่อเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน







