posttoday
ไม่รับฎีกาฟ้องรพ.พญาไท1ทำคลอดลูกชายพิการ

ไม่รับฎีกาฟ้องรพ.พญาไท1ทำคลอดลูกชายพิการ

11 ธันวาคม 2557

ศาลไม่รับฎีกาฟ้อง รพ.พญาไท 1 ทำคลอดลูกชายพิการเมื่อปี 2534 เรียกค่าเสียหาย 57 ล้าน ชี้ ยื่นฎีกาเกินกำหนดเวลา

ศาลไม่รับฎีกาฟ้อง รพ.พญาไท 1 ทำคลอดลูกชายพิการเมื่อปี 2534 เรียกค่าเสียหาย 57 ล้าน ชี้ ยื่นฎีกาเกินกำหนดเวลา

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. เวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณา 416 ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งศาลฎีกา ที่นายพิทักษ์พงค์ ล้อเสริมวัฒนา หรือ น้องเซนต์ อายุ 23 ปี ผู้เสียหายทางการแพทย์ โจทก์คดีผู้บริโภค หมายเลขดำที่ ผบ.1821/2552 อุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาและคำขออนุญาตฎีกาของโจทก์ คดีที่ยื่นฟ้องคดีผู้บริโภค เรียกค่าเสียหาย57ล้านบาท กับ บริษัทประสิทธิ์พัฒนาจำกัด (มหาชน) เจ้าของ รพ.พญาไท 1 พญ.ยรรยงค์ มังคละวิรัช และ นพ.สันติ สุทธิพินทวงศ์ จำเลยที่1-3 จากกรณีเมื่อปี2534 ร่วมกันทำคลอดเป็นเหตุให้ นายพิทักษ์พงค์ ติดเชื้อทำให้เกิดความผิดปกติทางร่างกายขา ยาวไม่เท่ากัน กระทั่งปัจจุบัน อายุ18ปี ก็พบว่าเกิดความผิดปกติกระดูกสันหลังเคลื่อน โพรงไขสันหลังตีบแคบ และหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท ที่เป็นความเสียหายใหม่ โดยใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551

คดีนี้ นายพิทักษ์พงค์ ขณะยังไม่บรรลุนิติภาวะ มอบอำนาจให้นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา มารดา ซึ่งเป็นประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บมจ.ประสิทธิ์พัฒนา เจ้าของ รพ.พญาไท1 ,พญ.ยรรยงค์ มังคละวิรัช และ นพ.สันติ สุทธิพินทวงศ์ เป็นจำเลยที่1-3 ต่อศาลแพ่งในคดีผู้บริโภค เรียกค่าเสียหาย 57 ล้านบาท โดยฝ่าย รพ.พญาไท จำเลย ยื่นคำคัดค้านอ้างว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับสำนวนที่เคยฟ้องคดีศาลแพ่ง ที่ศาลวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความแล้ว ส่วนโจทก์ ได้คัดค้านคำให้การฝ่ายจำเลยว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายใหม่ ต่อเนื่องจากความเสียหายเดิมอันเป็นผลจากการกระทำของจำเลย ส่วนประเด็นการฟ้องซ้ำนั้นศาลยังไม่เคยพิจารณาวินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงขอให้ศาลยกคำคัดค้านของจำเลย

ขณะที่ศาลแพ่ง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ก.ค.52 ให้ยกฟ้องคดี เนื่องจากเห็นว่า โจทก์ บรรยายฟ้องว่าพวกจำเลยได้ทำประมาท เป็นเหตุให้โจทก์พิการ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นผลสืบเนื่องจากมูลคดีหมายเลขแดงที่12300/2543ที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุดให้ยกฟ้อง รพ.พญาไท1 กับพวกไปแล้ว เพราะคดีหมดอายุความแพ่ง1ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาที่สิ้นสุดและเป็นกรณีที่มีคู่ความเดียวกัน ดังนั้นฟ้องโจทก์คดีผู้บริโภคนี้จึงเป็นการฟ้องซ้ำ และเมื่อพบว่าโจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยในคดีแพ่ง ก่อนที่จะมี พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551ดังนั้นเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีแพ่งเป็นที่สิ้นสุดว่าคดีขาดอายุความแล้ว ฟ้องโจทก์คดีผู้บริโภคนี้จึงขาดอายุความด้วย ต่อมาโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษายกฟ้องดังกล่าว โดยศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืนยกฟ้อง โจทก์จึงยื่นฎีกาและคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลชั้นต้น มีคำสั่งไม่รับฎีกา โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว

ทั้งนี้ศาลฎีกา ได้ประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค เป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 49 วรรคสอง เว้นแต่จะมีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยการยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตฎีกานั้นต้องยื่นพร้อมกับฎีกาคดีของโจทก์ ภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ฯ ตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ฯ มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ซึ่งกรณีนี้ปรากฏว่า โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาเกินกำหนดเวลาดังนั้นเป็นการยื่นที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกาและไม่รับฎีกาโจทก์

แต่ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ฯ เกี่ยวกับการฎีกา กำหนดว่าให้ศาลฎีกาเท่านั้น ที่มีอำนาจในการอนุญาต หรือไม่อนุญาตฎีกา และรับหรือไม่รับฎีกา ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาและยกคำขออนุญาตฎีกาของโจทก์นั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้อง โดยให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับฎีกาและยกคำขออนุญาตฎีกาของโจทก์

นางปรียนันท์  กล่าวว่า วันนี้ศาลฎีกาได้สั่งไม่รับฎีกา แต่ขณะเดียวกันศาลฎีกาก็ได้สั่งให้ยกเลิกคำสั่งเดิมของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ด้วยที่ไม่รับคำร้องฎีกาเพราะ การยื่นฎีกาคดีบริโภค หากจะยื่นฎีกาประเด็นข้อเท็จจริงก็จะต้องให้ศาลฎีกาอนุญาตก่อนเท่านั้น ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่รับฎีกาจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ แต่ในส่วนที่เรายื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนด ปัญหาก็มาจากทนายความไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาภายในกำหนด 30 วันจึงเป็นผลให้ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา ซึ่งระหว่างจะยื่นฎีกาช่วงที่เกิดอุทกภัยพอดี ตนพยายามติดตามคดีโทรสอบถามตลอดว่าได้ยื่นคำร้องขอฎีกาหรือยัง โดยทนายความที่มาช่วยดูแลคดี ก็มาจากกระทรวงยุติธรรม เคยเป็นประธานที่ปรึกษาผู้ใหญ่ในกระทรวงยุติธรรม จึงไว้วางใจ แต่ก็ยังพลาดได้ คดีต้องมาเกิดความเสียหาย ตกม้าตาย ตอนจบแบบนี้ ซึ่งหลังจากนี้จะหาวิธีต่อไปว่าจะมีการเยียวยาอะไรได้หรือไม่

"ส่วนตัวพยายามจะไม่กล่าวโทษกับทนายความ แต่เมื่อผลออกมาเช่นนี้ ต้องตั้งสติและมองว่าทางออก อาจมี 3 ทาง คือ 1.เราจะยังสามารถนำมติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติปี 2551 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญาได้หรือไม่ 2.สามารถยื่นฟ้องกระทรวงยุติธรรมได้หรือไม่ ที่ทนายความได้ทำให้เกิดความเสียหายเพราะเราเสียโอกาสในการต่อสู้คดี และ3.เราจะยังสามารถดำเนินคดีอาญากับแพทย์ทั้งสองได้หรือไม่ ซึ่งตลอดเวลาเราพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดที่จะไม่ดำเนินคดีอาญา แต่ถ้ายังสามารถดำเนินคดีทางแพ่งได้ ก็จะเดินหน้าต่อไปด้วย หลังจากสู้คดีมากว่า 20 ปี เราก็มีความหวังจะให้นำข้อเท็จจริงสู่กระบวนการพิจารณาพิสูจน์ข้อเท็จจริง และอยากให้จะเป็นบรรทัดฐานสังคม แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดเช่นนี้ในการยื่นฎีกาก็รู้สึกเสียใจ"นางปรียนันท์กล่าว 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท