
จับสุดาทิพย์หมิ่น112 แอบอ้างวังทำธุรกิจอาหาร
การขยายผลจับกุมเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ุ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในคดีรีดไถ เรียกส่วย แอบอ้างสถาบันเบื้องสูง
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
การขยายผลจับกุมเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ุ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในคดีรีดไถ เรียกส่วย แอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ซึ่งพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากทั้งนายตำรวจระดับสูง ตระกูลสุวะดี (อัครพงศ์ปรีชา) นักธุรกิจใหญ่ รวมมูลค่าการหาผลประโยชน์นับหลายพันล้านบาท
เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. มีการจับกุม สุดาทิพย์ ม่วงนวล ตามหมายจับศาลอาญาข้อหาความผิดตามมาตรา 112 หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทฯ ได้ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านทวีวัฒนาและถูกควบคุมมาสอบที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในช่วงเย็นวานนี้
ก่อนหน้านี้ สุดาทิพย์และสามี คือ พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ถูกตั้งข้อหาร่วมกันบุกรุก ก่อสร้าง แผ้วถางอันเป็นการทำลายที่ดินของรัฐ เพื่อตนเองและร่วมกันปลูกสร้างฝายล่วงล้ำเข้าไปอ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ทั้งสองได้เข้ามอบตัวและได้รับการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ก่อนที่สุดาทิพย์จะถูกตำรวจจับกุมอีกครั้งและถูกตั้งข้อหาเพิ่มวานนี้
สำหรับสุดาทิพย์เป็นพี่สาวในกลุ่มผู้ต้องหาตระกูลสุวะดี ประกอบด้วย “ณัฐพล-สิทธิศักดิ์-ณรงค์” ที่ถูกตั้งข้อหาร่วมขบวนการทวงหนี้กรรโชกทรัพย์ หมิ่นเบื้องสูง ซึ่งก่อนหน้านี้ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ได้มีคำสั่งปลด ว่าที่ พ.ต.ณัฐพล ออกจากผู้ช่วยนายทหารธุรการ และ จ.ส.อ.สิทธิศักดิ์ ออกจากเสมียนกองบังคับการ สำนักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์สมเด็จพระบรม
โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และถอดออกจากยศทหาร เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารประพฤติชั่วร้ายแรง ก่อนที่กระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งให้ยกเลิกการใช้สกุลพระราชทาน “อัครพงศ์ปรีชา” และให้ผู้ต้องหาทั้งสามกลับมาใช้สกุลเดิม คือ สุวะดี
พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า สุดาทิพย์ กระทำความผิดซ้ำ ซึ่งมีผู้เสียหายไปร้องเรียนในพื้นที่ สน.สามเสน และมีการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับในช่วงเช้า และจะขออำนาจศาลอาญาฝากขังในวันนี้
สำหรับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเป็นเรื่องที่อยู่ในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้ และหากหลักฐานสาวไปถึงใคร ก็จะมีการออกหมายจับเพิ่มเติม ยืนยันว่าทั้งหมดทำอย่างตรงไปตรงมา
มีรายงานว่า สุดาทิพย์และพวกได้ร่วมกันแอบอ้างสถาบันในการทำธุรกิจประมูลจัดทำอาหารภายในวังศุโขทัยเพื่อให้ได้มาซึ่งการทำธุรกิจ โดยการขายน้ำพริกประเภทต่างๆ ผักต้ม เครื่องเสวย โดยมีรายได้เดือนละ 3-4 แสนบาท ครัวข้าราชบริพารมีรายได้ประมาณเดือนละ 6-8 แสนบาท และธุรกิจคาเฟ่ เดอ สุวรรณภูมิ มีรายได้เดือนละ 2-3 ล้านบาท และมีผู้เสียหายไปร้องเรียนที่ สน.สามเสน ก่อนตำรวจจะรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ ทั้งนี้ คาดว่าผู้ต้องหามีความเกี่ยวโยงกับเครือข่ายอัครพงศ์ปรีชาที่เคยถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ด้วย







