posttoday
ไขกุญแจปฏิรูป การศึกษาไทย

ไขกุญแจปฏิรูป การศึกษาไทย

10 ธันวาคม 2557

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเสวนาเรื่อง “ไขกุญแจการปฏิรูปการศึกษาไทย : หัวใจสำคัญคือความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับเด็ก” ซึ่งผู้เขียนได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้หลักจิตวิทยาที่พัฒนาผ่านกรณีศึกษาโรงเรียนวัดรางบัว กรุงเทพฯ

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเสวนาเรื่อง “ไขกุญแจการปฏิรูปการศึกษาไทย : หัวใจสำคัญคือความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับเด็ก” ซึ่งผู้เขียนได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้หลักจิตวิทยาที่พัฒนาผ่านกรณีศึกษาโรงเรียนวัด
รางบัว กรุงเทพฯ

ระบบการศึกษาไทยถูกออกแบบไว้เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ซึ่งก็ตอบโจทย์ตามยุคสมัย แต่เมื่อปัจจุบันระบบการศึกษาของไทยถูกสึนามิการเปลี่ยนแปลง ทั้งปัญหาสังคม พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ไม่มีเวลาใส่ใจ เด็กกำพร้าเทียม ทุกอย่างเป็นดิจิทัลเข้าถึงข้อมูลง่าย ฉะนั้น การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จึงเป็นผลพวงจากสึนามิ เพราะเด็กกับครูไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันใน
ชั้นเรียน

ดังนั้น กุญแจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ในชั้นเรียน ซึ่งอยู่ที่ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียน และถือเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งกับตัวเอง ให้เด็กที่เรียนเก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกัน เพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี”

ระบบการศึกษาและหลักสูตรการเรียนการสอนของไทยเป็นอุปสรรคที่ขวางกั้นความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก ซึ่งไม่เอื้อกับการสอนของครูและไม่เป็นไปตามพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย ดังนั้น มูลนิธิยุวสถิรคุณจึงน้อมนำกระแสพระราชดำรัสมาเป็นหัวใจของการปฏิรูป ผสมผสานกับงานวิจัยด้านการศึกษาระดับโลกของศาสตราจารย์แฮตตี้ (John Hattie) จนได้รูปแบบการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพสูงต่อการพัฒนาการศึกษา 6 โครงการ คือ 1) โครงการพัฒนา Mindset ครูจะไม่ตัดสินเด็ก ไม่มองเด็กเป็นปัญหา มุ่งมั่นในการสอน และตั้งใจช่วยเหลือเด็ก เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นและความตั้งใจดีในการช่วยเหลือพัฒนาเด็ก

2) โครงการครูสอนคิด (Socratic Method) ช่วยให้เด็กคิดเป็น เคารพความคิดเด็ก 3) โครงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน (Teacher-Student Relationship) บรรยากาศการเรียนที่เป็นมิตร ครูตอบสนองได้อย่างเหมาะสม 4) โครงการพี่ช่วยน้อง ผองเพื่อนช่วยกัน (Peer Tutoring) ครูมีบทบาทส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อน รุ่นพี่และรุ่นน้อง 5) โครงการพัฒนาครูเพื่อการดูแลเด็กพิเศษเบื้องต้น (Inclusion)

6) โครงการการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง (Parental Involvement) การพบกันระหว่างครูและผู้ปกครองเป็นรายบุคคล ทั้งนี้แนวทางการจัดการเรียนการสอนนี้ได้นำไปทดลองใช้ในโรงเรียนพันธมิตร 4 แห่ง คือ โรงเรียนจิตรลดา โรงเรียนวัดรางบัว กรุงเทพฯ โรงเรียนสัตยาไส จ.ลพบุรี และโรงเรียนบางมูลนาก จ.พิจิตร โดยผลลัพธ์และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กในโรงเรียนทั้ง 4 แห่ง ยืนยันถึงความสำเร็จของแนวทางการสอนดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

ในงานสัมมนาครั้งนี้ อาจารย์บุสบง พรหมจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดรางบัว ได้นำโครงการพี่ช่วยน้อง ผองเพื่อนช่วยกัน และโครงการการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง 2 ใน 6 โครงการ มานำเสนอให้เห็นภาพและผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งโรงเรียนได้ประยุกต์ใช้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 พบว่าจากการให้รุ่นพี่ ม.6 ไปเรียนกวดวิชาแล้วนำความรู้ที่เรียนกลับมาประชุมกัน เพื่อหาเทคนิคสอนน้อง และให้ครูที่สอนในแต่ละวิชาตรวจเนื้อหาที่จะสอนน้อง

กระบวนการนี้ส่งผลให้รุ่นพี่ได้ทบทวนความรู้ เกิดความเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น และเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการใช้เทคนิคถ่ายทอดความรู้สู่รุ่นน้อง เป็นการบ่มเพาะให้มีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและรุ่นน้อง ส่วนกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เป็นการสร้างความร่วมมือกันระหว่างครูและผู้ปกครองของเด็ก เพื่อติดตามและวางแผนการดูแลเด็กร่วมกันอย่างเหมาะสมเป็นรายบุคคล ช่วยให้ครู ผู้ปกครองได้รู้จักและเข้าใจเด็กมากขึ้น และสามารถเป็นที่พึ่งให้เด็กได้ เมื่อเด็กไว้ใจครูก็สอนง่ายขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น เป็นความสัมพันธ์ที่สำคัญเหมือนใจแลกใจระหว่าง 3 ฝ่าย ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน

ขณะที่ ศ.กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ ราชบัณฑิต กล่าวในเวทีวันนั้นด้วยว่า เรื่องมายเซต (Mindset) หรือแนวคิดติดยึด (Fixed Mindset) มี 2 ประเภท โดยแนวคิดติดยึดของคนไทยมักจะมองเรื่องความเก่งของมนุษย์ขึ้นกับแต้มเฉลี่ยที่ได้ติดหน้าผากเด็ก เกรด 4 คือ เก่ง 1 คือ แย่ ดังนั้นต้องมองการศึกษาเป็นการเจริญเติบโต (Growth Mindset) เพราะมนุษย์มีความเป็นพลวัตสูง การไปยึดติดทางความคิดทำให้การศึกษาเบี่ยงเบน

โรงเรียนวัดรางบัวทำโครงการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง โดยให้บ้านแทนผู้ปกครอง โรงเรียนแทนครู เป็นการมาพบกันของครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง แต่ลืมเด็กว่าอยู่ที่ไหน ซึ่งในความจริงจะต้องให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เพราะเรามักดูเด็กแต่ไม่เห็นเด็ก เห็นแต่ไม่สังเกต สังเกตแต่ไม่คุย ดังนั้นการคุย ถาม ตอบ จะเข้าใจและทำให้พบข้อดีข้อเสียของเด็กแต่ละคน

ขณะนี้โรงเรียนวัดรางบัวเป็นสถาปนิกการศึกษาช่วยกันออกแบบสร้างเด็ก ทำให้เด็กรู้จักกัน เพื่อนรู้จักเพื่อน ครูรู้จักผู้ปกครอง ครูรู้จักเด็ก การรู้จักทำให้เกิดความสัมพันธ์ เกิดเครือข่ายของคน 3 วัย คือ วัยเด็ก วัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว เป็นการรู้จักที่แสดงถึงการเติบโตทางสังคม ซึ่งปัจจุบันสอนเรื่องนี้น้อยมาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท