posttoday
‘ทองคำ’ ได้ลุ้นขาขึ้น..! โลกโหมกระตุ้นศก.ดึงเงินเฟ้อ

‘ทองคำ’ ได้ลุ้นขาขึ้น..! โลกโหมกระตุ้นศก.ดึงเงินเฟ้อ

10 ธันวาคม 2557

ราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงในปี 2014 โดยดิ่งไปแล้วเกือบ 40% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แถมยังหลุดกรอบ 1,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ไปเรียบร้อยแล้วในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดโลหะมีค่านี้มักตั้งคำถามว่า ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงไปอีกหรือไม่ หรือราคาทองคำแตะจุดต่ำสุดหรือยัง

ราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงในปี 2014 โดยดิ่งไปแล้วเกือบ 40% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แถมยังหลุดกรอบ 1,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ไปเรียบร้อยแล้วในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดโลหะมีค่านี้มักตั้งคำถามว่า ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงไปอีกหรือไม่ หรือราคาทองคำแตะจุดต่ำสุดหรือยัง

ความผันผวนของราคาทองคำที่แกว่งตัวในกรอบราคาระหว่าง 1,130-1,220 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างก็คาดการณ์ไปในแนวทางเดียวกันว่า ราคาทองคำตลาดโลกสิ้นปีนี้น่าจะลดลงไปที่จุดต่ำสุดที่ 1,150 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ จากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ค่าเงินในสกุลเหรียญสหรัฐที่มีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้น และราคาน้ำมันที่ทรุดตัวแรงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดินในหลายเขตเศรษฐกิจใหญ่ๆ ของโลก ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านภาวะเงินฝืดคุกคามหนักข้อขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนไม่สนใจเข้ามาซื้อสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำอย่างทองคำ

อย่างไรก็ตาม ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดทองคำเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากราคาโลหะมีค่านี้เริ่มดีดตัวกลับเพิ่มสูงขึ้น หลังนักลงทุนแห่เข้ามาเก็งกำไรมากขึ้น โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตลาดโคเม็กซ์ในนิวยอร์ก งวดส่งมอบเดือน ก.พ. ปรับเพิ่มสูงขึ้น 4.50 เหรียญสหรัฐ ปิดที่ 1,194.90 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับราคาทองคำตลาดโลกช่วงต้นเดือน ธ.ค. งวดส่งมอบเดือนเดียวกันที่ทะยานสูงที่สุดในรอบปี โดยปรับเพิ่มขึ้น 42.80 เหรียญสหรัฐ แตะระดับ 1,218.10 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เลยทีเดียว

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทองคำที่ซบเซาอยู่ในภาวะตลาดหมีมานานกลับมาคึกคักอีกครั้ง เป็นผลสืบเนื่องมาจากความกังวลสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดเจนจากมหาอำนาจเศรษฐกิจเบอร์ 2 และ 3 ของโลก ทั้งจีนและญี่ปุ่น ที่ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอยู่ในระดับที่ย่ำแย่ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก-นำเข้า รวมถึงการใช้จ่ายผู้บริโภคด้วย ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่เคยประเมินไว้ และส่งผลให้ระดับเงินเฟ้อหดตัวด้วย เช่นเดียวกับภาวะการหดตัวของระดับเงินเฟ้ออย่างรุนแรงของทั้ง 18 ประเทศในกลุ่มยูโรโซน จนขาข้างหนึ่ง
เริ่มจะก้าวเข้าสู่ภาวะเงินฝืดแล้ว

เศรษฐกิจที่ชะลอความร้อนแรงลงจนเริ่มเข้าสู่ความเชื่องช้า ผนวกกับระดับเงินเฟ้อต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนเริ่มมีสัญญาณภาวะเงินฝืดแจ่มชัดขึ้นทุกทีๆ ส่งผลให้ธนาคารกลางในเขตเศรษฐกิจสำคัญของโลก ไล่เรียงมาตั้งแต่สหภาพยุโรป (อียู) จีน และญี่ปุ่น ต้องงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านสารพัดโครงการ โดยเฉพาะการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ออกมาพยุงไม่ให้เงินเฟ้อตกต่ำดิ่งเหวไปมากกว่านี้ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างในภาคธุรกิจและการบริโภคในครัวเรือน จนฉุดให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยในที่สุด

เม็ดเงินปริมาณมหาศาลที่อัดฉีดเข้าระบบผ่านสารพัดมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจดังกล่าว ซึ่งน่าจะเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2015 ทำให้เกิดภาวะปริมาณเงินในตลาดมีมากขึ้น ซึ่งจะช่วยดึงเงินเฟ้อให้ขยับเพิ่มสูงขึ้น เมื่อระดับเงินเฟ้อปรับตัวมากขึ้นก็จะส่งผลให้นักลงทุนเริ่มกลับเข้ามาซื้อสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง หรือมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในตลาดทุนอื่นๆ อย่างตลาดหุ้น ทำให้นักเก็งกำไรเริ่มทยอยกลับเข้ามาในตลาดทองคำ จนราคาเริ่ม
มีทิศทางขาขึ้น

อย่างไรก็ดี การงัดมาตรการกระตุ้นออกมาสู้ศึกเงินฝืดในครั้งนี้ คงต้องลุ้นกันในระยะยาวว่า จะช่วยปรับระดับเงินเฟ้อให้พุ่งขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูงจากหลายปัจจัยที่อาจฉุดให้ภาวะเงินเฟ้อยังทรงหรือทรุดต่อเนื่อง อาทิ สงครามราคาน้ำมันระหว่างกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลล์ออยล์) ของสหรัฐ ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ รวมถึงความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศด้วย

นอกจากนี้ การฟื้นตัวกลับมาอย่างสดใสของเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งในตลาดทุนและตลาดแรงงาน ก็ทำให้นักลงทุนเริ่มจับตาท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะมีการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2014 นี้ ระหว่างวันที่ 16-17 ธ.ค. ว่าอาจตัดสินใจ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2015 ซึ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้ปริมาณเงินทุนในตลาดต่างๆ ไหลกลับไปสู่ตลาดสหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น หากราคาน้ำมันยังดิ่งต่อเนื่องในระดับต่ำ
ก็จะส่งแรงกดดันต่อราคาทองคำให้ปรับตัวลดลงอีกครั้งได้

แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะมองว่า ทองคำมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในปีหน้า เช่นเดียวกับที่นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มกลับเข้ามาเก็งกำไรในตลาดทองคำ หลังประเมินว่า เงินเฟ้อน่าจะปรับตัวขยับขึ้นจากมาตรการอัดฉีดขนานใหญ่ของมหาอำนาจเศรษฐกิจสำคัญ แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่กระทบราคาโลหะมีค่านี้ ดังนั้นทิศทางราคาทองคำอาจจะยังคงผันผวนต่อไป และคงต้องลุ้นว่าปีหน้าจะเข้าสู่ภาวะตลาดกระทิงของตลาดทองคำหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการแปลงรูปในลักษณะตลาดหมีขี่กระทิงเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก