
ดอลลาร์แข็ง
บทบรรณาธิการของไฟแนนเชียลไทมส์ แสดงทัศนะว่า การที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นนี้ จะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศพัฒนา ทั้งในด้านความสามารถในการชำระหนี้ที่น้อยลง และความเสี่ยงของภาวะรายรับรายจ่ายที่ไม่สมดุลกันอีกด้วย
บทบรรณาธิการของไฟแนนเชียลไทมส์ แสดงทัศนะว่า การที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นนี้ จะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศพัฒนา ทั้งในด้านความสามารถในการชำระหนี้ที่น้อยลง และความเสี่ยงของภาวะรายรับรายจ่ายที่ไม่สมดุลกันอีกด้วย
จากรายงานของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ระบุว่า วิกฤตเศรษฐกิจช่วงปี 1990 พิสูจน์ให้เห็นถึงการที่ค่าเงินสกุลเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น กระทบต่อเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาอย่างมาก โดยนับจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นต้นมา ประเทศกำลังพัฒนาต่างระมัดระวังเต็มที่ในการผูกติดกับค่าเงินสกุลเหรียญสหรัฐมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนที่ไม่ใช่บริษัททางการเงินกลับก้าวเข้ามาเป็นผู้ออกหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแทน และส่งผลให้ประเทศตลาดเกิดใหม่มีหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐมากถึง 3 ใน 4 ของปริมาณหุ้นกู้ทั้งหมดในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีมูลค่ารวมถึง 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 83.2 ล้านล้านบาท) โดยค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ปริมาณหนี้ที่ต้องชำระของประเทศเหล่านั้นมีปริมาณสูงขึ้น รวมถึงกระทบต่อหลักประกันสำหรับเงินตราต่างประเทศอีกด้วย
นอกจากนี้ ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ยังส่งผลต่อกระแสเงินสดของภาคเอกชนให้ปรับลดการใช้จ่ายลงโดยหนี้มหาศาลของภาคเอกชนจะกระทบต่อความเชื่อถือในการชำระหนี้ ทั้งของเอกชนเองและสถาบันทางการเงินอีกด้วย และจะส่งผลต่อเนื่องกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศกำลังพัฒนา
ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุทิ้งท้ายไว้ว่า สุดท้ายค่าเงินเหรียญที่แข็งค่าขึ้นจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องให้แห้งเหือดไปจากระบบเศรษฐกิจ และสำหรับผู้มีอำนาจออกนโยบายแล้ว มีทางเลือกในการแก้ปัญหาดังกล่าวน้อยมาก







