
ยิ่งยื้ออยู่ยาว ยิ่งเหนื่อย
กำหนดเลือกตั้งต้นปี 2559 น่าจะเป็นเส้นตายสุดท้ายที่ไม่อาจร่นออกไปได้นานกว่านี้
กำหนดเลือกตั้งต้นปี 2559 น่าจะเป็นเส้นตายสุดท้ายที่ไม่อาจร่นออกไปได้นานกว่านี้ เพราะยิ่งทอดเวลาอยู่ในตำแหน่งต่อไปนานเท่าไหร่ ย่อมเป็นผลเสียต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)มากเท่านั้น
จากเดิมที่โรดแมป คสช.ประเมินไว้ว่าเลือกตั้งจะอยู่ในช่วงปลายปี 2558 แต่เหตุผลที่ทำให้ต้องขยับวันเลือกตั้งเป็นต้นปี 2559 ทั้งที่รัฐธรรมนูญมีกำหนดเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ 6 ส.ค. 2558 เป็น
เพราะต้องเตรียมความพร้อมทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อมารองรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ฯลฯ
รวมทั้งเปิดให้พรรคการเมือง ผู้สมัคร ได้หาเสียงอย่างเต็มที่หลังประกาศ คสช.ควบคุมไม่ให้เคลื่อนไหวทางการเมือง
แน่นอนว่ารัฐบาลและ คสช.เอง ไม่อยากจะยื้ออยู่ในตำแหน่งเพราะรู้ทั้งรู้ว่า ท่ามกลางแรงเสียดทานรอบด้านที่คอยรุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ ไปจนถึงกลุ่มต่อต้าน กลุ่มป่วน และคลื่นใต้น้ำ การอยู่ในอำนาจนานเท่าไหร่ย่อมไม่เป็นผลดีเท่านั้น
แต่อีกด้านหนึ่งหากประเมินสถานการณ์ที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ย่อมยากที่ คสช.จะยอมตัดใจคืนอำนาจเปิดให้มีการเลือกตั้งเดินหน้ากลับเข้าสู่ระบบปกติที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้ทุกอย่างที่สู้อุตส่าห์ทำมาต้องเสียของ
แถมบทเรียนหลังรัฐประหาร 2549 ยังตอกย้ำเรื่อยมาว่า นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาที่ผ่านมาแล้ว ยังเป็นชนวนเพิ่มความขัดแย้งซ้ำเติมวิกฤตมากขึ้นเรื่อยๆ
ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่หากรัฐบาล คสช.ยังไม่อาจตัดใจคืนอำนาจให้ประชาชนจะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายสังคม และจะมีน้ำหนักพอรับฟังได้หรือไม่ เพราะการอยู่ในอำนาจนานเท่าไหร่ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อ
ตัวเองเท่านั้น
ประการแรก ช่วงระยะเวลาหนึ่งปีกว่าหลังจากนั้น ปัญหาต่างๆเริ่มจะส่งผลเสียให้เห็น ทั้งเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวของแพงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ที่ทุกอย่างจะประดังเข้ามาให้เห็นพร้อมๆ กัน
และเมื่อความไม่พอใจที่ก่อตัวขึ้น ย่อมลุกลามบานปลายกลายเป็นการไม่ยอมรับ และสั่นคลอนไปทุกองคาพยพที่ได้จัดวางกลไกเอาไว้ก่อนหน้านี้
ที่สำคัญกลุ่มต้านกลุ่มค้านรัฐประหารที่ถูกกดเอาไว้ย่อมมีความชอบธรรมสำหรับออกมาเคลื่อนไหวกระทุ้งรัฐบาลและซ้ำเติมให้รัฐบาล คสช.อยู่ได้ยากขึ้น ยังไม่รวมกับแรงกดดันจากภายนอกประเทศที่รับรู้
รับทราบกรอบการปฏิรูปตามโรดแมปที่ได้ไปเดินสายชี้แจงไว้
พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย วิเคราะห์ว่า จากข้อมูลเท่าที่ทราบรัฐบาลพยายามจะอยู่นาน ยิ่งเลื่อนการเลือกตั้งไปนานเท่าไหร่ หรือสร้างเงื่อนไขกีดกันตัวเอง ไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย เศรษฐกิจยิ่งไม่ฟื้น ขณะนี้เศรษฐกิจและการเมืองแยกกันไม่ออก
“ส่วนตัวคิดว่าถ้าจะมีการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2559 ถือว่าเป็นระยะเวลาที่นานไป เพราะเดิม นายกฯ ประยุทธ์ บอกขอเวลา 1 ปี ซึ่งความจริงคือช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. 2558 ที่จะต้องมีการเลือกตั้ง
ถ้าอยากฟื้นเศรษฐกิจคือต้องเร่งให้มีประชาธิปไตย ที่ผ่านมาระบบคอมมิวนิสต์เจ๊งก็เพราะเศรษฐกิจพัง”
ไม่ต่างจาก นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มองว่าการยื้ออยู่ในตำแหน่งต่อไปย่อมไม่เป็นผลดีกับ คสช. ที่สำคัญอาจบานปลายไปสู่กระแสตีกลับเกิดความเห็นใจอดีตรัฐบาลก่อนรัฐประหาร
“ถ้าถึงจุดนั้นประชาชนอาจจะคิดว่าขอไปตายเอาดาบหน้า ขอไปเลือกตั้งก่อนไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ยังดีกว่าอยู่กับรัฐบาล คสช.ที่จะยื้ออยู่ในตำแหน่งต่อไปเรื่อยๆ”
แม้แต่ ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย มองว่าการแก้ปัญหาทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ถึงเดือน ก.พ. 2559
“หากเรื่องเหล่านี้รัฐบาลไม่สามารถขจัดออกไปได้ ก็ส่งผลถึงเสถียรภาพรัฐบาล ยิ่งเฉพาะล่าสุดกรณีที่ชาวสวนยางออกมาสะท้อนปัญหา ก็ถือเป็นส่วนหนึ่ง แม้รัฐจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ ก็อาจส่งผลต่อรัฐบาลได้”
เสียงสะท้อนเหล่านี้ย่อมทำให้รัฐบาล คสช.ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีกับการวางกำหนดการสู่การเลือกตั้งคืนอำนาจให้ประชาชน







