
ระบบเลือกตั้ง ความคาดหวัง ความเป็นจริง
ไม่มีใครตอบได้ว่าระบบการเลือกตั้งที่ดีที่สุดคือระบบอะไร คงมีแต่คำตอบที่ว่าระบบการเลือกตั้งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศคือระบบอะไรเท่านั้น
ไม่มีใครตอบได้ว่าระบบการเลือกตั้งที่ดีที่สุดคือระบบอะไร คงมีแต่คำตอบที่ว่าระบบการเลือกตั้งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศคือระบบอะไรเท่านั้น
ในทางวิชาการแล้ว หัวใจของการประเมินผลของระบบเลือกตั้งนั้นอยู่ที่ “การเปลี่ยนคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งไปสู่จำนวนที่นั่งในสภา” เพราะในรูปแบบของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้น ควรจะเป็นระบบที่ทำให้สัดส่วนของคะแนนเสียงกับที่นั่งในสภานั้นอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
อย่างไรก็ดี ข้อมูลตัวเลขที่จะนำเสนอต่อไปนี้นอกจากจะมีส่วนช่วยให้เราได้วิธีการประเมินผลระบบการเลือกตั้งอย่างเป็นระบบแล้ว ก็ยังจะช่วยให้เราสามารถตั้งความหวังจากการออกแบบในครั้งปี 2557 ได้สมเหตุสมผลมากที่สุด
โดยทั่วไปตัวเลขที่มักจะใช้ในการแสดงผลของระบบการเลือกตั้งที่มีต่อระบบการเมืองนั้นมีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ที่นิยมนั้นมีอยู่ 2-3 ตัว นั่นคือ (1) ดัชนีชี้วัดการได้สัดส่วนของคะแนนเสียง (Votes) กับ
ที่นั่งในสภา (Seats) (2) จำนวนพรรคที่มีโอกาสในการชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป (3) จำนวนพรรคที่มีอิทธิพลทางการเมืองในสภา ซึ่งตัวเลขแต่ละตัวนั้นก็มีคำอธิบายแตกต่างกันไป
ตัวที่ 1 ดัชนีชี้วัดการได้สัดส่วนของคะแนนเสียงกับที่นั่งในสภา ตามที่ได้กล่าวในย่อหน้าก่อนๆ ว่า ความได้สัดส่วนนั้นถือเป็นประเด็นการวัดผลหลักและมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการมองว่าระบบการเลือกตั้งที่ใช้นั้นเหมาะสม และให้ผลตามที่ผู้ออกแบบได้คาดหวังไว้หรือไม่
ตัวที่ 2 ดัชนีจำนวนพรรคที่มีโอกาสในการชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่แสดงถึงจำนวนพรรคการเมืองที่โดยปกติแล้วในการเลือกตั้งครั้งหนึ่งๆ อาจมีพรรคการเมืองที่ได้ที่นั่งในสภาอยู่จำนวนหนึ่งเสมอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคที่ได้รับที่นั่งในสภาจากการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีจำนวนเท่าเดิมในครั้งต่อๆ ไป เพราะในบางครั้งระบบการเลือกตั้งบางระบบก็ทำให้โอกาสในการชนะการเลือกตั้งของบางพรรคนั้นลดลงไป
ตัวที่ 3 ดัชนีจำนวนพรรคที่มีอิทธิพลทางการเมืองในสภา ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงผลของการออกแบบระบบการเลือกตั้งได้ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นตัวเลขที่แสดงถึงจำนวนพรรคการเมืองที่สามารถมีบทบาททางการเมืองในสภา ในแง่ของการต่อรองทิศทางและนโยบายของการบริหารประเทศ
ดังนั้น การที่จะพิสูจน์ว่าระบบการเลือกตั้งที่ถูกใช้ในการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านๆ มานั้นมีผลงานเป็นอย่างไร สมควรที่จะถูกยกเลิกและนำระบบใหม่มาใช้หรือไม่นั้น เราจึงควรวิเคราะห์ตัวเลขดัชนีเหล่านี้ โดยตัวเลขดัชนีดังกล่าวได้มาจากวิธีการคำนวณที่เอา “เสียงของประชาชน” (Votes) ที่ลงคะแนนให้กับผู้สมัครทุกคนและพรรคการเมืองทุกพรรคกับ “ที่นั่งในสภา” (Seats) ที่แต่ละพรรคได้รับในแต่ละการเลือกตั้ง
เราจะพบว่าก่อนที่การเลือกตั้งระบบผสมจะถูกนำมาใช้ในประเทศไทย ปัญหาของการไม่ได้สัดส่วนระหว่างคะแนนเสียงกับที่นั่งไม่ได้เกิดขึ้น (ตัวเลขดัชนีการได้สัดส่วนของการเลือกตั้งปี 2539 อยู่ในระดับต่ำเพียงแค่ร้อยละ 2.9) แม้ว่าระบบการเลือกตั้งเขตเดียว-หลายเบอร์นั้นจะเป็นระบบการเลือกตั้งที่มีแนวโน้มจะส่งผลทำให้เกิดการไม่ได้สัดส่วนอยู่มากก็ตาม และเมื่อระบบการเลือกตั้งแบบผสมถูก
นำมาใช้ ดัชนีการไม่ได้สัดส่วนนั้นกลับเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 10.8 ในการเลือกตั้งในปี 2544 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 13.3 ในการเลือกตั้งในปี 2548 แต่ก็ลดลงอีกครั้งหนึ่งในการเลือกตั้งในปี 2550 (ร้อยละ 8.24) และลดลงไปอีกครั้งหนึ่งในปี 2554 (ร้อยละ 4.93) จนเกือบจะเท่ากับตัวเลขของการเลือกตั้งปี 2539
ดังนั้น ข้อสังเกตที่ได้มาจากการพิจารณาตัวเลขดัชนีนี้จึงชี้ได้ว่าการเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านๆ มา การได้หรือไม่ได้สัดส่วนของคะแนนเสียงกับที่นั่งในสภา อาจจะไม่ใช่ความคาดหวังหรือปัญหาหลัก ซึ่งในเหตุผลของการปฏิรูปการเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2540 นั้น เป็นผลมาจากความคาดหวังในการออกแบบระบบการเมืองของประเทศที่ให้ได้ระบบการเมืองที่การใช้เงินในการเมืองลดลงไป หวังให้มีระบบการคัดเลือกนักการเมืองที่เป็น “คนดี” เข้าสภา ความต้องการที่อยากให้เกิดระบบพรรคการเมืองแบบสองพรรคใหญ่ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและฝ่ายบริหารที่
เข้มแข็ง
ตัวเลขดัชนีที่ได้จากการเลือกตั้งในปี 2554 ก็ได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า ปัญหาที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน คือ ตัวเลขดัชนีจำนวนพรรคที่มีโอกาสในการชนะการเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และดัชนีจำนวนพรรคที่มีบทบาททางการเมืองในสภาที่ลดลงและไม่สัมพันธ์กับจำนวนพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งในปี 2554 ที่มีมากถึงจำนวน 11 พรรคแต่ตัวเลขดัชนีจำนวนพรรคที่มีโอกาสในการชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปมีเพียง 2.9 พรรค และดัชนีจำนวนพรรคที่มีบทบาททางการเมืองในสภามีเพียง 2.6 พรรค ก็เป็นการตอกย้ำถึงแนวโน้มการพัฒนาของระบบพรรคการเมืองไทยที่จะเป็นระบบสองพรรคอีกครั้งหนึ่ง
จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่ในปี 2557 ระบบการเลือกตั้งแบบประเทศเยอรมนีจะถูกหยิบยกขึ้นมา เพราะระบบเยอรมนีจะทำให้พรรคเล็กได้รับการจัดสรรที่นั่งในสภาได้ดีกว่าระบบการเลือกตั้งในปี 2554
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จหรือล้มเหลวของการออกแบบระบบเลือกตั้งขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยที่บางครั้งจะเห็นว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลทางอ้อมของระบบการเลือกตั้งที่ใช้ และความเข้าใจและพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนที่จะเป็นผู้ใช้ระบบ เพราะหากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้มีความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง และการมีพฤติกรรมการเลือกตั้งที่สอดคล้องกับการออกแบบที่วางไว้ ผลลัพธ์ต่อระบบการเมืองที่หวังไว้ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น







