
3 เงื่อนไขพูดคุยสันติภาพ ตีกรอบกันมาเลเซียนอกบท
การพูดคุยกับผู้เห็นต่างกลุ่มต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ซึ่งหยุดชะงักไปกว่า 1 ปี กำลังจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
การพูดคุยกับผู้เห็นต่างกลุ่มต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ซึ่งหยุดชะงักไปกว่า 1 ปี กำลังจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
การเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพื่อร่วมหารือกับ ดาโต๊ะ ซรี นาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ประเด็นการหารือสำคัญข้อหนึ่งคือกรอบการพูดคุยเพื่อสันติสุข โดยมาเลเซียจะทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวกเช่นเดิม
ทั้งนี้ ในการพบปะกันของผู้นำทั้งสองประเทศดังกล่าว ฝ่ายไทยได้มีการแนะนำตัว พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานที่ปรึกษากองทัพบก ซึ่งจะเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายไทย
อย่างไรก็ตาม บทเรียนการพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างซึ่งเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน ทำให้ฝ่ายไทย โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้ทบทวนและวางกรอบการพูดคุยให้ชัดเจน เพื่อมิให้ตกเป็นรองบนโต๊ะการพูดคุย จนนำมาสู่การจัดทำ “แผนการพูดคุยสันติสุขใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”
สาระสำคัญของแผนการพูดคุยสันติสุขใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากการพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างแล้ว ยังมีแนวทางการแก้ไขปัญหาในด้านอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การพัฒนาพื้นที่ชายแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย การสถาปนาความมั่นคงระหว่างกันด้านการป้องกันการข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย การลักลอบขนอาวุธ การหลบหนีคดี เป็นต้น
สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ของไทยและมาเลเซีย ได้กำหนดกรอบร่วมกัน 3 ประเด็น คือ
1.มาเลเซียเป็น Facilitator หรือผู้อำนวยความสะดวก
ประเด็นที่มาเลเซียจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกนั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ที่จะต้องให้ฝ่ายมาเลเซียเคร่งครัดในบทบาทดังกล่าว เพราะบทบาทของมาเลเซียในการพูดคุยก่อนหน้านี้ มักจะเกินเลยจากผู้อำนวยความสะดวกไปเป็น Mediator หรือผู้ไกล่เกลี่ย
2.การจัดระเบียบข้อมูลทั้งก่อนหรือหลังเปิดเวทีพูดคุย โดยเฉพาะการให้ข่าวต่อสื่อมวลชน บางเรื่องบางประเด็นต้องไม่เปิดเผยหรือปิดลับ หรือบางประเด็นสามารถเปิดเผยได้มากน้อยแค่ไหนเพียงใด และบุคคลใดควรเป็นผู้นำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะให้รับทราบ
และกรอบข้อกำหนดที่ 3.ขั้นตอนการทำงานและการเตรียมการในระยะแรกของทั้งสองฝ่ายโดยฝ่ายมาเลเซียจะเป็นฝ่ายติดต่อประสานงานกลุ่มต่างๆ ที่จะมาร่วมพูดคุย ซึ่งทางฝ่ายไทยยืนยันว่าต้องมาจากทุกกลุ่ม เพื่อให้ได้ข้อเสนอ ข้อสรุป และเป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงข้อเสนอเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
ทั้งนี้ ทางฝ่ายมาเลเซียจะใช้เวลา 2-3 เดือนเพื่อเตรียมการ โดยเบื้องต้นมาเลเซียแจ้งแล้วว่าจะติดต่อประสานงานตัวแทนแกนนำกลุ่มขบวนการใหญ่ เช่น บีอาร์เอ็น พูโล ฯลฯ ซึ่งคาดว่าผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายผู้เห็นต่างอาจไม่ใช่ ฮาซัน ตอยิบ อีกต่อไป
ขณะเดียวกันการเตรียมความพร้อมของทางการไทย คือ การเตรียมการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของรัฐบาล เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพูดคุย เพื่อไม่ให้การพูดคุยกลายเป็นประเด็นตอบสนองทางการเมืองต่อขบวนการก่อความไม่สงบ ซึ่งมีคณะทำงานระดับปฏิบัติการในพื้นที่ มีแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นหัวหน้า มีหน้าที่ดำเนินการตามผลจากการพูดคุย จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในพื้นที่เพื่อสะท้อนความต้องการที่แท้จริง ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อลดความรุนแรง
เกมการพูดคุยรอบใหม่นั้นน่าติดตามว่า ฝ่ายขบวนการจะปรับวิธีการอย่างไร จากก่อนหน้านี้ที่เคยใช้วิธีการยื่นข้อเสนอผ่านยูทูบจนสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ฝ่ายไทยมาแล้ว







