posttoday
ตั้งโต๊ะ ‘เป่าเมาหน้าผับ’ รัชดาฯ-ทองหล่อ-เอกมัย

ตั้งโต๊ะ ‘เป่าเมาหน้าผับ’ รัชดาฯ-ทองหล่อ-เอกมัย

10 ธันวาคม 2557

นับเป็นมาตรการใหม่ที่จัดหนักอีกคำรบเพื่อขจัดพฤติกรรม “เมาแล้วขับ” ภายใต้นโยบายของพล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบงานด้านจราจร

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

นับเป็นมาตรการใหม่ที่จัดหนักอีกคำรบเพื่อขจัดพฤติกรรม “เมาแล้วขับ” ภายใต้นโยบายของ พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบงานด้านจราจร

รอบนี้ตำรวจเตรียม “ตั้งโต๊ะเป่าเมาหน้าผับ” ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์หน้าสถานบันเทิง ผับ บาร์ ร้านสุราต่างๆ ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร

กลเม็ดคือ เพื่อวัดปริมาณความเมาของนักดื่มว่า ในกระแสเลือดและลมหายใจมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์หรือไม่

ถ้าเกินและขับรถมา ...ไม่ต้องกลัว เพราะตำรวจจะยังไม่จับ แต่จะให้เรียกแท็กซี่กลับแทน

ผลลัพธ์จากวิธีการข้างต้น คือ การลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดจากการเมาแล้วขับ ซึ่งน่าจะเป็นมาตรการป้องปรามที่น่าสนใจมากกว่าการบังคับห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่

ผู้ที่รับผิดชอบโครงการ “ตรวจเมาหน้าผับ” อย่าง พ.ต.อ.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ ผู้กำกับการกอง 5 กองบังคับการตำรวจจราจร (ผกก.5 บก.จร.) อธิบายว่า นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นจากคำสั่งของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการให้ป้องกันอุบัติเหตุตั้งแต่ต้นทาง คือก่อนที่ผู้ดื่มจะขับรถยนต์ออกจากสถานบันเทิงต่างๆ

นโยบายนี้เป็นหลักเดิมของโครงการเมาไม่ขับกลับบ้านปลอดภัย แต่นำมาปรุงแต่งให้เข้มข้นขึ้น

“เราตั้งโต๊ะตรวจให้เลย กลุ่มเป้าหมายคือนักดื่มที่ขับรถมา หากออกจากผับหรือร้านเหล้าแล้วตำรวจก็จะขออนุญาตตรวจเมา ถ้าพบว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็จะขอให้เอารถฝากไว้ที่ร้าน และจะเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งแทน” พ.ต.อ.วีระวิทย์ กล่าว พร้อมยืนยันว่า จะไม่จับกุมอย่างแน่นอน

“เรียกว่าตัดไฟแต่ต้นลม เพราะออกไปไม่รู้ว่าจะเกิดอุบัติเหตุอะไรตามมา ทั้งตัวผู้ขับเองและคนอื่นบนท้องถนนด้วย ขอย้ำว่าไม่ได้จับ เพราะไม่ได้ตรวจบนท้องถนน แต่ขอเพียงเมาไม่ขับ อยากให้กลับปลอดภัย” ผกก.5 บก.จร. อธิบาย

พ.ต.อ.วีระวิทย์ กล่าวอีกว่า ได้ประสานไปยังร้านเป้าหมายในหลายพื้นที่เพื่อขอความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นย่านห้วยขวาง รัชดาภิเษก ทองหล่อ เอกมัย หรือแม้แต่ฝั่งธนบุรี เบื้องต้นหากลูกค้าเมาแล้วขับต่อไม่ไหว ทางร้านต้องจัดคนคอยเฝ้ารถยนต์ให้ด้วย รวมถึงจะต้องมีการประสานขอความร่วมมือกับกลุ่มผู้ขับแท็กซี่ให้เข้าร่วมโครงการด้วย

ตำรวจมากไอเดียรายนี้ ย้ำอีกว่า เป็นเพราะความรับผิดชอบต่อสังคมของคนไทย ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ “น้อยมาก”

จากข้อมูลสถิติปี 2555 ในกรุงเทพมหานคร ตำรวจจับคนเมาแล้วขับไปทั้งสิ้นกว่า 3 หมื่นราย ดีกรีความเมาสูงสุดอยู่ที่ 355 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และปี 2556 ตัวเลขลดลงมาหน่อยเหลือ 2.5 หมื่นราย ส่วนความเมาแซงหน้าสูงสุดอยู่ที่ 425 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ปีนี้ตัวเลขคงไม่หนีกันมากนัก

“หากจะดื่มก็ต้องดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่สร้างปัญหาภาระให้กับสังคม รู้ว่าติดลมต้องไม่เอารถไป หรือจำเป็นก็ต้องจอดไม่ขับกลับ และการตั้งโต๊ะตรวจเมาหน้าผับบาร์ของตำรวจ ก็เพื่อกระตุ้นจิตสำนึก และระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นจากผลของการดื่ม แต่ทุกอย่างเริ่มต้นได้จากนักดื่มเอง สำหรับการมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม” ผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวย้ำ

พ.ต.อ.วีระวิทย์ ทิ้งท้ายว่า โครงการนี้จะสามารถเริ่มนำร่องได้ในเดือน ธ.ค.นี้ จากนั้นจะประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถนำไปใช้ต่อได้หรือไม่

ดื่มแค่ไหน ถึงขับรถได้

ข้อมูลจากกองบังคับการตำรวจจราจร ระบุถึงปริมาณและชนิดของเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สำหรับผู้ที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงการดื่มไม่ได้1 ชั่วโมงก่อนขับรถ ควรจะดื่มไม่เกินข้อจำกัดดังต่อไปนี้

สุรา 6 แก้ว เงื่อนไขผสมน้ำโซดาในอัตราส่วนสุรา 1 ฝา

เบียร์ 2 กระป๋อง หรือ 2 ขวดเล็ก

ไลท์เบียร์ 4 กระป๋อง หรือ 4 ขวดเล็ก

ชั่วโมงต่อไป หากต้องดื่มอีกสามารถดื่มได้ในจำนวนครึ่งหนึ่งของปริมาณข้างต้นเท่านั้นหากเกินกว่านี้ประเมินได้ว่าจะมีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน