posttoday
"ไพบูลย์"เสนอทางเลือกที่3ผ่าทางตันที่มานายกฯ

"ไพบูลย์"เสนอทางเลือกที่3ผ่าทางตันที่มานายกฯ

09 ธันวาคม 2557

"ไพบูลย์" วิจารณ์ 2 สูตรเลือกนายกฯยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาบ้านเมือง เสนอแนวทางที่3 ให้ สส.-สว. ร่วมเลือกชง

"ไพบูลย์" วิจารณ์ 2 สูตรเลือกนายกฯยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาบ้านเมือง เสนอแนวทางที่3 ให้ สส.-สว. ร่วมเลือกชง

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่ กมธ. ปฏิรูปการเมืองเสนอให้มีการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรง และข้อเสนอจากอนุกมธ. พิจารณากรอบแนวทางยกร่างรัฐธรรมนูญ คณะที่ 3 เสนอให้ใช้ระบบรัฐสภาแบบเยอรมัน ว่า ข้อเสนอทั้ง 2 แนวทาง ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สั่งสมในการเมืองไทย ที่ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจในวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนั้น คือการที่พรรคการเมืองสามารถควบคุมอำนาจของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะรัฐสภาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น "สภาทาส" ขณะที่คณะรัฐมนตรีก็ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง แม้บ้านเมืองจะเข้าสู่สภาวะวิกฤต

"สาเหตุของวิกฤตเหล่านี้ล้วนเกิดจากระบบพรรคการเมืองของไทยที่มีอำนาจเหนือสถาบันต่างๆ อย่างมหาศาล แต่กลับล้มเหลวในฐานะสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย"นายไพบูลย์กล่าว

อย่างไรก็ตามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างทางการเมืองยังไม่ได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่กลับเพิ่มอำนาจให้กับพรรคการเมืองมากขึ้น ซึ่งสามารถพิจารณาข้อเสนอ 2 แนวทาง ดังนี้

แนวทางที่ 1 เสนอให้ สส. เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี และเพิ่มจำนวนปาตีลิตจากเดิมประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ แนวทางนี้เป็นการใช้กระบวนการรัฐสภาเดิม แต่เพิ่มอำนาจให้กับพรรคการเมือง โดยออกแบบให้พรรคการเมืองหนึ่งได้เปรียบอีกพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น

แนวทางที่ 2 เสนอให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ในทางปฏิบัติเท่ากับเพิ่มอำนาจให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แล้วให้ประชาชนเป็นผู้เลือกในขั้นสุดท้าย โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจให้กับ 2 พรรคการเมืองขนาดใหญ่ เพราะโครงสร้างของระบบดังกล่าว เป็นการปรับระบบปาตีลิตให้เป็นระบบบัญชีรายชื่อคณะรัฐมนตรี(Cabinet List) ซึ่งมีพรรคการเมือง 2 พรรค เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์จากระบบนี้

อย่างไรก็ตามข้อเสนอทั้ง 2 แนวทาง ล้วนแต่ไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างทางการเมืองที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ

ฉะนั้นจึงเสนอให้มีทางเลือกที่ 3 โดยนายไพบูลย์ เสนอให้รัฐสภา (สส. และสว.) เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี โดย สส. และสว. จะรับรองชื่อผู้ที่จะเข้าเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างน้อย 40 คน ซึ่งผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อรัฐสภาทุกคน จากนั้นจึงจะให้ สส. และ สว. ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยการลงมติลับ หากผู้ที่ได้รับคะแนนอันดับ 1 ได้เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ให้มีผู้ที่ได้รับคะแนนอันดับ 1 และอันดับ 2 มาลงมติใหม่อีกครั้ง เพื่อให้ได้เสียงอย่างเป็นเอกฉันท์

ทั้งนี้ สส. จะต้องมาจากการเลือกตั้งเขตใหญ่ แต่ยังยึดหลัก 1 คน 1 เสียง (เขตใหญ่ เรียงเบอร์) เพื่อให้ได้ สส. ที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ส่วน สว. ส่วนแรก ยังคงมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน 77 จังหวัด และส่วนที่ 2 มาจากกระบวนการเลือกสรร คือการสรรหาโดยกลุ่มวิชาชีพมาแล้วระดับหนึ่ง แล้วให้ประชาชนเป็นผู้เลือก อย่างไรก็ตามระบบหนึ่งเสนอให้มีจำนวน สส. 400 คน และ สว. 200 คน เพื่อเพิ่มตัวแปรในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เป็นผู้ส่งประวัติผู้สมัคร สส. ไปยังประชาชน เพื่อลดการพึ่งพาทุนในการหาเสียงจากพรรคการเมือง และเพิ่มโอกาสให้กับผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองอีกด้วย

"ระบบนี้จะเปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมด จากเดิมพรรคเป็นผู้เลือกผู้สมัคร สส. แล้วกลายเป็นประชาชนเลือก สส. ไปรับใช้พรรค แต่ระบบใหม่ที่ผมเสนอ ประชาชนจะเป็นผู้เลือก สส. แล้ว สส. จะเป็นผู้เลือกสังกัดพรรคการเมือง"นายไพบูลย์กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ขอเสนอให้มีกระบวนการในการตรวจสอบที่มาของกรรมการบริหารพรรคการเมือง เพราะพรรคมีบทบาทต่อระบบการเมืองมาก ขณะที่ฝ่ายต่างๆ พยายามเสนอกระบวนการสรรหาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ แต่กลับไม่มีการเสนอให้สร้างกฎหมายและกระบวนการตรวจสอบที่มาของกรรมการบริพรรค ทั้งที่มุ่งส่งเสริมให้พรรคเป็นสถาบันทางการเมือง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท