posttoday
กมธ.ปฏิรูปการเมืองชงเลือกนายกฯ-ครม.โดยตรง

กมธ.ปฏิรูปการเมืองชงเลือกนายกฯ-ครม.โดยตรง

09 ธันวาคม 2557

สมบัติ เผย กมธ.ปฏิรูปการเมืองชงเลือกนายกฯ-ครม.โดยตรง ควบรวมปปช.-ปปง.-ปปท. ขณะที่กกต.เหลือวาระ5ปี ชี้รธน.ใหม่สส.จะสังกัดพรรคหรือไม่ก็ได้

สมบัติ เผย กมธ.ปฏิรูปการเมืองชงเลือกนายกฯ-ครม.โดยตรง ควบรวมปปช.-ปปง.-ปปท. ขณะที่กกต.เหลือวาระ5ปี ชี้รธน.ใหม่สส.จะสังกัดพรรคหรือไม่ก็ได้

วันที่ 9 ต.ค. คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำโดย นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานกมธ. นายดิเรก ถึงฝั่ง นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ และนายบุญเลิศ คชายุทธเดช ร่วมกันแถลงถึงการแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปการเมืองต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

นายสมบัติ กล่าวว่า กมธ.ได้สรุปรูปแบบการเลือกตั้งโดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยต้องมีเสียงสนับสนุนเกินครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง หากไม่ถึงเกณฑ์ก็ต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง และนำพรรคที่ได้คะแนนอับดับหนึ่งและสองมาเลือกใหม่อีกครั้งให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง

ทั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงลงได้ โดยพรรคการเมืองเป็นผู้เสนอรายชื่อนายกฯและครม. เพื่อให้นายกฯได้รับการสนุนในการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติจากสส.ในสภา แต่หากเสียงสส.ไม่พอก็สามารถชักชวนสส.พรรคอื่นมาร่วมได้ ด้วยข้อเสนอรูปแบบต่างๆ ซึ่งรูปแบบนี้ถือเป็นนวัตกรรมทางการเมืองแบบใหม่ ที่อาจจะได้ใช้เป็นประเทศแรกในโลก

ส่วนข้อกังวลว่าการเลือกนายกฯโดยตรง จะทำให้มีการเหิมเกริมไปเทียบกับประมุขประเทศนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าคนไทยมีความจงรักภักดี ก็จะเลือกบุคคลที่มีความจงรักภักดีมาทำหน้าที่อยู่แล้ว แต่หากคนที่มาเป็นนายกฯไม่มีความจงรักภักดี ไม่ว่าการเลือกตั้งรูปแบบใด ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้

นอกจากนี้ ยังออกแบบให้ช่วงเวลาระหว่างการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง ให้มีรัฐบาลรักษาการณ์ โดยให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รัฐมนตรี แล้วก็ให้ปลัดกระทรวงเลือกกันเองมา 1 คน เพื่อทำหน้าที่นายกฯ คอยทำหน้าที่โปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่

นายสมบัติ กล่าวว่า สำหรับฝ่ายนิติบัญญัติให้มี 2 สภา เหมือนเดิม โดยสส. ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 350 คน ที่มาจากแบบแบ่งเขตทั้งหมด เขตละไม่เกิน 3 คน ประชาชน 1 คน เลือกสส.ได้ 1 คน จากนั้นก็ให้ผู้มีคะแนนมากที่สุดตามลำดับ 1 – 3 ได้เป็นสส. ไม่มีรูปแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อป้องกันการอุปถัมภ์จากหัวหน้าพรรค

ส่วนสว.ให้มีทั้งหมด 154 คน แบ่งเป็นเลือกตั้ง 77 จังหวัด จังหวัดละ 1 คน และสรรหาจากกลุ่มอาชีพอีก 77 คน โดยทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย แต่งตั้งองค์กรอิสระ ตลอดจนการถอดถอนที่ต้องออกแบบให้ถอดถอนได้สำเร็จต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อเสนอ ส่วนกมธ.ทั้ง 36 คน จะนำไปพิจารณาหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ

ด้านนายดิเรก กล่าวว่า ได้มีการเสนอปรับโครงสร้างป.ป.ช. ให้ควบรวม ปปท. ป.ป.ง. ส่วนคณะกรรมการให้มีวาระการดำรงตำแหน่งลดจาก 9 ปี เหลือ 5 ปี และให้ดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว และป.ป.ช.ควรมีอำนาจฟ้องคดีทุจริตต่อศาลได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องผ่านอัยการ ทั้งยังควรจัดตั้งศาลว่าด้วยคดีการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พร้อมทั้งให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ ส่วนองค์กรอัยการจะมีการปรับเปลี่ยนหาวิธีลดการแทรกแซงทางการเมือง และจะดึงเรื่องการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาให้อัยการดำเนินการเอง

นอกจากนี้ จะให้มีคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นต่อการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 และระดับสูงของรัฐวิสาหกิจ ให้เกิดประสิทธิภาพ นอกจากนั้นก็จะมีการประเมินผลโครงการสำคัญของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจว่า มีการทุจริตหรือไม่ เพื่อให้โครงการมีความโปร่งใส และหากมีการทุจริตก็จะนำไปสู่การดำเนินคดีต่อไป

นายบุญเลิศ กล่าวว่า พรรคการเมืองจะต้องมีความเข้มแข็งทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ ส่วนการยุบพรรคก็จะไม่สามารถทำได้โดยง่าย เว้นแต่จะมีการกระทำผิดที่มีความร้ายแรงกระทบต่อสถาบันฯ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือทำให้ผลประโยชน์แห่งชาติได้รับความเสียหาย ซึ่งรัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนพรรคการเมืองอย่างเหมาะสมและยุติธรรม ส่วนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น จะสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้

ด้านนายวรวิทย์ กล่าวว่า ผู้ลงสมัครเลือกตั้ง จากเดิมจะต้องรอให้คดีถึงที่สิ้นสุดก่อนถึงจะขาดคุณสมบัติการเป็นสส. แต่กมธ.เสนอใหม่ให้แค่คำตัดสินว่าผิดและให้รอลงอาญา รวมทั้งความผิดคดีภาษีก็ถือว่าขัดคุณสมบัติ และผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป เว้นแต่เป็นคดีหมิ่นประมาทและคดีลหุโทษ โดยแนวทางดังกล่าวนี้ จะมีผลบังคับใช้เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้

ทั้งนี้ แต่จะไม่มีผลย้อนหลังไปเพิกถอนสิทธิของผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิไปแล้ว อาทิ นักการเมืองบ้านเลขที่ 109 และ 111 เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส ทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย บุตร หรือบุตรบุญธรรม แต่ไม่ห้ามพี่น้องร่วมสายโลหิต

อย่างไรก็ตาม สำหรับ กกต. ก็เสนอให้ลดวาระดำรงตำแหน่ง จาก 7 ปี เหลือ 5 ปี มีอำนาจตรวจค้นระหว่างการให้หาเสียงเลือกตั้ง โดยไม่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน และให้มีอำนาจเฉพาะแจกใบเหลืองเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ส่วนใบแดงให้เป็นอำนาจของศาลเพราะเกี่ยวข้องกับการตัดสิทธิของผู้สมัครฯ 

ขณะที่ พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า สำหรับการปรองดองนั้น เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อทำหน้าที่แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งในช่วงที่สถานการณ์ปกติ และช่วงที่เป็นอันตรายสุ่มเสี่ยงต่อการล่มสลายทางการเมือง ก็ให้คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจทางกฎหมายเชิญคู่ขัดแย้งมาเจรจากันทุกฝ่ายเพื่อให้ความขัดแย้งคลี่คลายลง รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วม    

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง