
จัดการทหารแตกแถว
กองทัพควรจัดระเบียบภายในไม่ให้นายทหารใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปรับงานอันมิชอบ หรือไปทำธุรกิจสีเทาดังที่ตกเป็นข่าวอยู่ในหลายกรณี ไม่เช่นนั้นภาพลักษณ์ของกองทัพจะมัวหมอง เสียหาย และขาดความน่าเชื่อถือศรัทธาจากประชาชน
กองทัพควรจัดระเบียบภายในไม่ให้นายทหารใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปรับงานอันมิชอบ หรือไปทำธุรกิจสีเทาดังที่ตกเป็นข่าวอยู่ในหลายกรณี ไม่เช่นนั้นภาพลักษณ์ของกองทัพจะมัวหมอง เสียหาย และขาดความน่าเชื่อถือศรัทธาจากประชาชน
ศักดิ์ศรีของทหารนั้นเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้รับใช้ชาติ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวอื้อฉาวในหลายๆ เหตุการณ์มักมีคนมีสี โดยเฉพาะทหารบางคน บางเหล่าทัพเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าการเรียกรับผลประโยชน์ในการประมูลงาน การเรียกเก็บค่าคุ้มครอง การปฏิบัติการอุ้มแลกค่าเหนื่อย การได้สิทธิพิเศษในการหาประโยชน์จากหน่วยงานรัฐ หรือแม้กระทั่งพื้นที่เอกชน ฯลฯ
พฤติกรรมเหล่านี้มีทั้งทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ แต่ก็ดูเหมือนว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาระดับสูงมักจัดการเพียงแค่คำพูดว่า หากใครกระทำผิดก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีการละเว้น แต่ในความเป็นจริงมาเฟียมีสีหลายคนกลับลอยนวล แม้จะไม่ทุกกรณีก็ตามที แต่ต้องยอมรับว่านายทหารเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลเกินกว่าที่ผู้บังคับบัญชาคนไหนอยากจะไปเปลืองตัว
ดังนั้น ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการกับนายตำรวจนอกรีตในคดีจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. และเครือข่าย รัฐบาลทหารจึงน่าจะใช้โอกาสนี้ดำเนินการกับการใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานหาประโยชน์ของนายทหารนอกแถวที่มีพฤติกรรมในทำนองนี้ไปเสียในคราวเดียวกัน
คำอธิบายของ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ที่ระบุว่าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการกับนายทหารที่เข้าไปเกี่ยวพันกับแก๊งอุ้มเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เป็นการแสดงความรับผิดชอบที่ขาดน้ำหนัก เมื่อเทียบกับระดับของปัญหามาเฟียในเครื่องแบบที่หาประโยชน์อยู่ในหลายวงการ
อย่างไรก็ตาม คำซัดทอดของนายนพพร ศุภพิพัฒน์ นักธุรกิจหมื่นล้าน ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีที่ระบุว่า น.ท.ปริญญา รักวาทิน หรือ “เสธ.เจี๊ยบ” เป็นตัวกลางในการอุ้มนักธุรกิจอีกรายไปข่มขู่เพื่อบังคับให้ลดหนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ถือเป็นเรื่องกระบวนการสืบสวนสอบสวน
แต่สิ่งที่สังคมอยากจะเห็นก็คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งกำกับรัฐบาลอยู่ จะมีนโยบายอะไรไม่ให้มีนายทหารแตกแถวไปเอี่ยวอยู่ในบ่อนการพนัน ตั้งวินรถตู้ในพื้นที่ต้องห้าม มีอิทธิพลในการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ลักลอบขนของหนีภาษี ฯลฯ
เหล่านี้ไม่ใช่คำกล่าวหาเลื่อนลอย เพราะหลายกรณีเป็นที่รับรู้กันภายใน หากไม่คิดจะแก้ไข เมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น หนีไม่พ้นที่นายทหารที่ดีมีวินัยในการรับใช้ชาติย่อมต้องมัวหมองไปด้วย หากกองทัพเอาจริงเหมือนการดำเนินคดีกับ พล.ต.เจนรณรงค์ หรือ เสธ.เจมส์ ในข้อหาอั้งยี่ กรรโชกทรัพย์ ก่อนหน้านี้ นอกจากกฎอัยการศึกจะทรงประสิทธิภาพแล้ว ภาพลักษณ์กองทัพในวันหน้าก็จะเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น







