
โครงการช่างฝีมือฝึกหัด
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแรงงานและวัตถุดิบราคาถูก ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศมาโดยตลอด ทว่าข้อได้เปรียบในจุดนี้กำลังพ่ายให้กับเวียดนาม กัมพูชา หรือพม่า ที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าประเทศไทยถึง 2 ใน 3
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแรงงานและวัตถุดิบราคาถูก ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศมาโดยตลอด ทว่าข้อได้เปรียบในจุดนี้กำลังพ่ายให้กับเวียดนาม กัมพูชา หรือพม่า ที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าประเทศไทยถึง 2 ใน 3
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกที่ใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับมีความต้องการแรงงานมีฝีมือที่มากขึ้น
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ประเทศไทยประสบกับภาวะการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ โดยเฉพาะในภาคส่วนของการผลิต จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในภาคส่วนการผลิตนี้ต้องใช้เวลามากกว่า 6 เดือน ในการหาคนเข้ามาทำงานสำหรับ 60% ของตำแหน่งที่เปิดรับ
นอกจากนี้ ในภาคส่วนดังกล่าวยังขาดแคลนแรงงานมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากภาคการบริการ ทั้งๆ ที่ภาคการผลิตนั้นคิดเป็นถึง 1 ใน 3 ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความต้องการแรงงานมากขึ้นอีก 1.2 แสนตำแหน่ง หรือเพิ่มขึ้น 18% ของแรงงานในปัจจุบันทั้งหมดที่ 6.6 แสนคน สำหรับเป้าหมายการเพิ่มผลผลิตให้เป็น 3.5 ล้านหน่วย ภายในปี 2020 จาก 2.5 แสนหน่วยในปัจจุบัน
“เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ เราต้องการแรงงานมีทักษะสำหรับการสร้างนวัตกรรมใหม่และเพิ่มผลิตภาพ” พงษ์ศักดิ์ จักษ์ชูเวช ผู้บริหารบี.กริมกรุ๊ป ธุรกิจพลังงาน กล่าว
อย่างไรก็ตาม วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ปัญหาการสร้างแรงงานของประเทศไทยมาจากระบบการศึกษาที่ไม่ตอบสนองความต้องการของนายจ้าง โดยเฉพาะวิศวกรและทักษะสำหรับแรงงานในโรงงาน ซึ่งจากข้อมูลดัชนีการแข่งขันของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม พบว่า ความเท่าเทียมในระบบการศึกษาขั้นสูงของไทยอยู่ที่ 87 ของโลก รั้งท้ายอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เสียอีก
แม้ว่าประเทศไทยจะมีปริมาณประชาชนที่สำหรับการศึกษาจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่มีเพียงแค่ 1 ใน 5 เท่านั้น ที่เป็นบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ รวมถึงในเวลาเดียวกัน ผู้สำเร็จการศึกษาจากอาชีวศึกษาและวิทยาลัย ซึ่งเป็นแรงงานสำหรับภาคการผลิตมาโดยตลอด มีจำนวนน้อยลง 5% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
“เราพูดคุยเกี่ยวกับระบบการศึกษามาเป็นสิบๆ ปีแล้ว และเราก็รอต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะตลาดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” แมทเธียส เฟาส์ ประธานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าว
ดังนั้น บริษัทหลายบริษัท โดยเฉพาะบริษัทยานยนต์ จึงได้เป็นผู้ออกโครงการช่างฝีมือฝึกหัด เพื่อสร้างแรงงานมีฝีมือเข้าบริษัท โดยโครงการดังกล่าวเป็นโปรแกรม 2 ปี ให้นักเรียนนักศึกษาอาชีวะได้ศึกษาทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อฝึกแรงงานให้มีทักษะและความรู้ในด้านเทคโนโลยีวงจร การเชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า รวมไปถึงส่วนประกอบรถยนต์ต่างๆ อีกด้วย
โครงการดังกล่าวในปัจจุบันมีผู้เข้าร่วม 90 คน และทั้ง 90 คนนั้นกำลังอยู่ในระยะปีที่ 2 ของโครงการ โดยนักเรียนนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับทุนการศึกษา ค่าจ้างขั้นต่ำ สวัสดิการสุขภาพ ในระหว่างศึกษาในโครงการ รวมถึงส่วนใหญ่จะได้รับงานทันทีหลังจากที่สำเร็จจากโครงการช่างฝีมือฝึกหัดอีกด้วย
โครงการช่างฝีมือฝึกหัด เป็นโครงการที่ได้รับรูปแบบมาจากโครงการการศึกษาของเยอรมนี ภายหลังการฟื้นฟูจากสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยานยนต์ต่างๆ เช่น
บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือบริษัทพลังงานอย่างบี.กริม เพาเวอร์ และหอการค้าไทย-เยอรมันอีกด้วย
ธุรกิจอื่นนอกจากยานยนต์เริ่มนำรูปแบบดังกล่าวไปปรับใช้ โดยทางหอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ลงนามข้อตกลงกับหอการค้าไทย-เยอรมัน ให้ช่วยเหลือพัฒนาโครงการรูปแบบเดียวกัน โดยทางหอการค้าไทยจะออกโปรแกรมภาคอิเล็กทรอนิกส์และวิศวกรรมเครื่องกลสำหรับนักเรียนนักศึกษา 160 คน ที่คาดว่าน่าจะเริ่มในปี 2015 นี้แล้ว







