posttoday
ปฏิรูปศก.จีนไม่ราบรื่น ปักกิ่งจำใจต้องกระตุ้น

ปฏิรูปศก.จีนไม่ราบรื่น ปักกิ่งจำใจต้องกระตุ้น

09 ธันวาคม 2557

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ความพยายามในการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนหลังจากผ่านมาได้เกือบ 1 ปีถือว่าไม่ราบรื่น การลดการพึ่งพาสถานะการเป็นโรงงานโลกกลับทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจบ่งชี้ถึงสัญญาณในแง่ลบ และสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจจีนจะพังครืนไปท่ามกลางการปฏิรูปที่ยังไม่สมบูรณ์

ในปัจจุบัน พัฒนาการของเศรษฐกิจจีนดำเนินมาถึงช่วงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปฏิรูปได้อีกต่อไปเนื่องจากข้อได้เปรียบในการเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกของจีนอย่างค่าแรงราคาถูกเริ่มจางหายไป โดยข้อมูลองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ชี้ว่าจีนเป็นประเทศที่ค่าจ้างปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดเฉลี่ยถึง 9% ในปี 2013

ขณะเดียวกัน การพัฒนาโดยเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เน้นแต่ “ปริมาณ” ไม่เน้น “คุณภาพ” โดยสนใจแต่เร่งการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ให้ถึงตามเป้าเท่านั้น ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมา ทั้งปัญหาฟองสบู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ หนี้รัฐบาลท้องถิ่น ผลผลิตอุตสาหกรรมล้นตลาด ฯลฯ

รัฐบาลกลางกรุงปักกิ่งพยายามปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจเน้นการเติบโตจากการส่งออก จากที่เป็นหันมาเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการบริโภคภายในประเทศแทน ตามรายได้ของชาวจีนที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดจากการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนหน้านี้

แม้การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจะทำให้การเติบโตที่ร้อนแรงกลายเป็นเพียงอดีต แต่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งจีน ประกาศกร้าวว่า พร้อมยอมรับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เชื่องช้าแต่ยั่งยืน มากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดแต่ไม่มั่นคงอย่างที่เคยเป็นมา

อย่างไรก็ตาม ตลาดการบริโภคภายในประเทศกลับยังแข็งแกร่งพอที่จะมารับช่วงต่อในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนที่การส่งออกได้ กรณีดังกล่าวสะท้อนได้จากสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศของจีนเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ที่การส่งออกเติบโตเพียง 4.7% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่สัดส่วนการนำเข้าปรับตัวลดลง 6.7% ถึงแม้การค้าระหว่างประเทศของจีนจะเกินดุลอยู่ที่ 5.44 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.72 ล้านล้านบาท) ก็ตาม

พูดอีกนัยหนึ่ง คือ การส่งออกเติบโตได้ไม่ดีนัก ขณะที่การนำเข้าซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการเติบโตของการบริโภคภายในประเทศกลับหดตัวลง ซึ่งแน่นอนว่ายังไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้แต่อย่างใด

เช่นเดียวกัน ในด้านการขยายตัวของจีดีพี ของจีนในสัดส่วนการขยายตัวต่อปีเมื่อไตรมาส 3 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 7.3% นับว่าสุ่มเสี่ยงที่จีนจะพลาดเป้าหมายการเติบโตทางจีดีพีที่ 7.5%

ยิ่งไปกว่านั้น ความพยายามในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐลง ส่งผลให้ปัญหาเรื้อรังอยู่ในระบบเศรษฐกิจจีนก่อนหน้านี้ ยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก

ความไม่ราบรื่นของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนสะท้อนได้จากตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคิดเป็น 15% ของเศรษฐกิจจีน และเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคส่วนที่สำคัญอื่นๆ อย่างอุตสาหกรรมซีเมนต์และเหล็ก ในปัจจุบันกลับอยู่ในภาวะลูกผีลูกคนจากภาวะฟองสบู่หดตัว

สภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายมณฑล โดยเฉพาะมณฑลซึ่งอยู่ห่างไกลความเจริญมีราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากรัฐบาลประกาศเลิกกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้อาคารจำนวนมากซึ่งมีการลงทุนสร้างเพื่อเก็งกำไรมีปริมาณมากจนล้นตลาดก่อนหน้านี้ถูกทิ้งร้างจำนวนมาก จนกลายเป็น “เมืองผี” ที่มีแต่อาคารแต่ไร้ผู้อยู่อาศัย

ด้วยความสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีขนาดคิดเป็นสัดส่วนของเศรษฐกิจในภาพรวม ทำให้รัฐบาลกรุงปักกิ่งจำใจต้องออกมาตรการหลายอย่างเพื่อกระตุ้นภาคดังกล่าว ทั้งการผ่อนคลายกฎการครอบครองบ้านหลังที่สอง และการปรับลดสัดส่วนเงินสำรองเพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการปล่อยสินเชื่อซื้อบ้าน

และล่าสุด ธนาคารกลางแห่งประเทศจีน (พีบีโอซี) ตัดสินใจประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2012 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดย หลู่ติง นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ในจีนแสดงทัศนะไว้ กรณีดังกล่าวนับเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจีนมีความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจในขณะนี้

แน่นอนว่า รัฐบาลจีนไม่เต็มใจนักที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ประกาศไว้แล้วว่าจะเลิกการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็นับเป็นสิ่งจำเป็นพยุงไม่ให้โครงสร้างเศรษฐกิจต้องพังขณะการปฏิรูป

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี