posttoday
ข้อเสนอร้อนปฏิรูปการเมือง

ข้อเสนอร้อนปฏิรูปการเมือง

09 ธันวาคม 2557

หมายเหตุ ส่วนหนึ่งจากรายงานสรุปความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน โดยมีสาระสำคัญดังนี้

หมายเหตุ ส่วนหนึ่งจากรายงานสรุปความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ส่วนที่ 1 การปฏิรูปโครงสร้างการเมือง องค์กรอิสระ และกลไกการเลือกตั้ง เสนอให้มีการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทางตรง โดยผู้สมัครจะต้องจัดทำบัญชี ครม.โดยระบุชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติและผลงานก่อนตัดสินใจเลือก

กำหนดให้ สส.มาจากระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตละไม่เกิน 3 คน โดยยกเลิกการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ ส่วนคุณสมับัติของ สส. ประกอบด้วย 1.ต้องไม่เคยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 2.ไม่เคยหลีกเลี่ยงภาษีรัฐ 3.ไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ให้มีสิทธิรับเลือกตั้งตลอดไป โดยให้มีผลนับแต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้บังคับ และ 4.ผู้สมัครไม่เป็นบุพการี คู่สมรสทางนิตินัยและพฤตินัยกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ที่มาของ สว. กำหนดให้มีการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน จำนวน 77 คน และเลือกตั้งจากกลุ่มวิชาชีพที่รับรองโดยกฎหมาย จำนวน 77 คน รวมกัน 154 คน โดยประชาชนเป็นผู้เลือก แต่อำนาจหน้าที่ของ สว.ยังคงว้ไตามเดิม เช่น การพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย ให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ และถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น

ส่วนองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ คณะ กมธ.ปฏิรูปการเมืองเสนอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนคดีทุจริตโดยต้องจัดลำดับพิจารณาคดีตามความรุนแรง และจะต้องแยกบทบาทของการ “ส่งเสริม” และ “ปราบปราม” อย่างชัดเจน และเสนอให้โอนกิจการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้มาอยู่ใต้สังกัดของ ป.ป.ช. ทั้งนี้ ป.ป.ช.สามารถฟ้องคดีได้เองโดยไม่ต้องผ่านอัยการ รวมถึงเสนอให้มีการตั้งศาลว่าด้วยการทุจริตและกำหนดให้คดีทุจริตไม่มีอายุความอีกด้วย 

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรมีวาระ 5 ปี โดยมีอำนาจในการจับกุมผู้กระทำผิดคดีทุจริต โดยไม่ต้องมีหมายค้นหรือหมายจับ นอกจากนั้นเมื่อศาลรับคำร้องของ กกต.แล้ว ผู้ถูกร้องจะต้องไม่ปฏิบัติภารกิจต่อไป จนกว่าศาลเลือกตั้งจะมีคำสั่งยกคำร้อง

คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คณะ กมธ.ปฏิรูปการเมืองเสนอให้สามารถใช้สำนวนสอบสวนของ คตง.ใช้ฟ้องคดีได้โดยไม่ต้องสอบสวนใหม่ องค์กรอัยการ คณะ กมธ.ปฏิรูปการเมืองเห็นว่าจะต้องมีการจัดตั้งอัยการอิสระเฉพาะกรณี เพื่อตรวจสอบนักการเมือง ร่วมกับคณะกรรมการตรวจสอบนักการเมืองของรัฐสภา

ขณะเดียวกัน คณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง มีความเห็นให้ควรมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ” มีชื่อย่อว่า “กปช.” ทำหน้าที่ประเมินบุคคลที่จะเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารข้าราชการระดับ 10 หรือเทียบเท่าขึ้นไป และมีหน้าที่แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งและรัฐวิสาหกิจระดับสูง พร้อมกับมีหน้าที่ประเมินโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและรัฐวิสาหกิจ

ส่วนที่ 2 การปฏิรูปพรรคการเมือง ให้ยึดหลักการสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมืองโดยมีสาระเพิ่มเติม ประกอบด้วย 1.บัญญัติข้อความ “พรรคการเมืองมีหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์แห่งชาติ” ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน 2.สมาชิกพรรคต้องมีส่วนร่วมกับพรรค เช่น การส่งสมาชิกพรรคลงเลือกตั้ง วาระของกรรมการบริหารพรรค และจำนวนสาขาพรรค ฯลฯ 3.จัดตั้งองค์กรตรวจสอบจริยธรรมพรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเป็นองค์กรนิติบุคคล เช่น สภาวิชาชีพทางการเมือง เพื่อตรวจสอบพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และนักการเมืองที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง 4.สส.จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้

สำหรับกรณีการยุบพรรคการเมือง คณะ กมธ.ปฏิรูปการเมืองได้เสนอความคิดเห็นออกเป็น 2 แนวทาง ได้แก่ แนวทางที่ 1 กรณีที่เป็นความผิดร้ายแรง หัวหน้าพรรคหรือกรรมการพรรคกระทำผิดตามมาตรา 237 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 พรรคการเมืองนั้นต้องถูกยุบ และแนวทางที่ 2 ไม่ให้มีการยุบพรรค เนื่องจากการยุบพรรคไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่หากกระทำผิดให้ถือเป็นความผิดเฉพาะตัว

ส่วนที่ 3 การปฏิรูปการเรียนรู้ การปรองดอง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เห็นควรให้ตั้งองค์กรที่มีหน้าที่สร้างความปรองดอง เพื่อสร้างกลไกเชิงป้องกันและติดตามไม่ให้เกิดความขัดแย้ง โดยในกรณีที่เกิดความขัดแย้ง จะต้องมีกลไกหรือคณะบุคคลที่ทำหน้าที่ในการเจรจา เสนอให้มีการเยียวยาและฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น  ส่วนการนิรโทษกรรมเห็นควรให้ครอบคลุมคู่ขัดแย้งโดยผ่านกระบวการค้นหาความจริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท