posttoday
ค่าเงินหลุด34บาท ทัวร์นอก-แบรนด์เนมจ่อขึ้น

ค่าเงินหลุด34บาท ทัวร์นอก-แบรนด์เนมจ่อขึ้น

09 ธันวาคม 2557

ศุภฤกษ์ ศูรางกูร นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบปีเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐในช่วงนี้ คงไม่กระทบกลุ่มที่จองทัวร์ไปเที่ยวปีใหม่นี้ เพราะจองกันมาหมดแล้ว

ศุภฤกษ์ ศูรางกูร นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบปีเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐในช่วงนี้ คงไม่กระทบกลุ่มที่จองทัวร์ไปเที่ยว
ปีใหม่นี้ เพราะจองกันมาหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม อาจกระทบบริษัทนำเที่ยวที่ไม่ได้ซื้อเงินตราต่างประเทศไว้ล่วงหน้า เพื่อชำระเงินกับประเทศปลายทาง ทำให้ขาดทุนกำไร ซึ่งไม่น่าจะมีผลมากถ้าเงินบาทไม่ได้อ่อนค่าลงไปมากถึง 1-2 บาท หรือ 34-35 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่วนราคาทัวร์จะมีผลก็ต่อเมื่อค่าเงินบาทอ่อนลงมากระดับ 1-2 บาทเช่นกัน ทำให้ต้องปรับราคาขึ้น อาจกระทบกับคนที่มีงบประมาณจำกัดแล้วต้องการไปเที่ยวต่างประเทศ รู้สึกว่าค่าทัวร์แพงขึ้นก็ชะลอเดินทาง แต่กับกลุ่มที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว คงไม่กระทบอะไร

อนุชา กุลวิสุทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ผลจากเงินบาทที่อ่อนค่าลง มีผลให้กำลังซื้อต่างชาติเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมที่อยู่ใจกลางเมือง เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนมองโอกาสลงทุนในช่วงนี้ ซึ่งถึงแม้ว่าค่าเงินที่อ่อนค่าได้อ่อนตัวพร้อมกันหลายประเทศในเอเชีย แต่เชื่อว่านักลงทุนได้มองโอกาสเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยก่อน เพราะมองว่าเติบโตสูง

นอกจากนั้น ปัจจุบันไทยจะมีการผลักดันโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ รวมไปถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ซึ่งไทยเป็นศูนย์กลางด้านการลงทุนมากกว่าประเทศอาเซียนอื่น

ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น ผู้นำเข้าแบรนด์ เคท สเปด นิวยอร์ก กล่าวว่า ภาวะค่าเงินบาทที่คาดปีนี้จะอ่อนแตะ 33 บาท/เหรียญสหรัฐ ยังไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนนำเข้าสินค้าแบรนด์เนมมากนัก แต่หากเงินบาทอ่อนแตะ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ บริษัทถึงจะพิจารณาปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้พิจารณาบริหารความเสี่ยงธุรกิจนำเข้า ด้วยการซื้ออัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า เพราะเชื่อว่าค่าเงินบาทปีนี้จะไม่แกว่งไปมากกว่านี้

ด้านธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ออกโรงเตือนว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นตลอดระยะที่ผ่านมา จนแตะสูงสุดในรอบ 8 ปี เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น จะกระทบภาคเอกชนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ต่อการชำระหนี้ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐยากลำบากมากขึ้น และยังส่งผลให้ปริมาณหนี้สินของภาคเอกชนปรับเพิ่มสูงตามค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งขึ้น

บีไอเอส ระบุว่า บริษัทต่างๆ ภายในตลาดประเทศกำลังพัฒนา ได้กู้ยืมผ่านการออกหุ้นกู้ในรูปของเงินสกุลเหรียญสหรัฐเป็นปริมาณมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยคิดเป็นหุ้นกู้ในรูปสกุลเหรียญสหรัฐมากถึง 3 ใน 4 ของปริมาณหุ้นกู้ทั้งหมดในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีมูลค่ารวมถึง 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 83.2 ล้านล้านบาท) อีกทั้งธนาคารข้ามชาติได้ปล่อยสินเชื่อให้กับประเทศกำลังพัฒนาถึง 3.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงกลางปี 2014 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐทั้งสิ้น

ทิศทางการไหลของสินเชื่อข้ามชาติเพิ่มขึ้นสูงในรอบ 3 ปี โดยในไตรมาส 2 นั้น ปริมาณสินเชื่อข้ามประเทศเพิ่มขึ้นจาก 4.01 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากการกู้ยืมที่เพิ่มมากขึ้นของประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย

ครา ดิโอ โบริโอ หัวหน้าฝ่ายการเงินและเศรษฐศาสตร์ธนาคารบีไอเอส กล่าวว่า สถานการณ์อาจจะย่ำแย่ลงอีก ถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกลับ
ขึ้นมาอยู่ในระดับปกติ เพราะจะทำให้ต้นทุน
กู้ยืมสูงขึ้น

“ถ้าเงินเหรียญสหรัฐยังคงแข็งค่าขึ้นกว่าสกุลเงินอื่นๆ เป็นความเสี่ยงต่ออัตราแลกเปลี่ยนและภาวะรายรับรายจ่ายไม่สมดุล จากการที่ปริมาณหนี้เพิ่มขึ้น และสถานการณ์การเงินจะยิ่งแย่มากขึ้นหากสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกลับมาเป็นปกติ” โบริโอ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท