
ตั้งนาโนไฟแนนซ์ไม่ง่าย คลังต้องดึงทุกฝ่ายแก้หนี้นอกระบบ
แม้จะล่วงเลยมานานหลายเดือนแล้วนับตั้งแต่ที่ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ประกาศจะใช้มาตรการ “นาโนไฟแนนซ์” เพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และมีการเปรยว่าจะประกาศออกมาเป็นของขวัญปีใหม่กับประชาชนได้ทันช่วงปีใหม่นี้ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่า นาโนไฟแนนซ์จะช่วยแก้หนี้นอกระบบในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างประเทศไทยได้จริงหรือ
แม้จะล่วงเลยมานานหลายเดือนแล้วนับตั้งแต่ที่ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ประกาศจะใช้มาตรการ “นาโนไฟแนนซ์” เพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และมีการเปรยว่าจะประกาศออกมาเป็นของขวัญปีใหม่กับประชาชนได้ทันช่วงปีใหม่นี้ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่า นาโนไฟแนนซ์จะช่วยแก้หนี้นอกระบบในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างประเทศไทยได้จริงหรือ
เป็นที่คาดว่าสิ่งที่รัฐบาลจะประกาศออกมาในอีกไม่นานนี้ก็คือ หลักเกณฑ์การจัดตั้งนาโนไฟแนนซ์ให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาทำธุรกิจ เพื่อช่วยให้คนจนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนตามปกติ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ โดยคาดว่าเกณฑ์เบื้องต้นจะกำหนดทุนจดทะเบียนของบริษัทขั้นต่ำ 50 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยสูงสุด 36% ต่อปี เพื่อปล่อยกู้รายย่อยไม่เกิน 1 แสนบาท
การเดินหน้าของรัฐบาลในครั้งนี้ คือการเปิดรับให้ประเทศไทยมีธุรกิจไมโครไฟแนนซ์อย่างเป็นทางการเหมือนในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ (Loan Shark) โดยปล่อยให้เป็นกลไกการแข่งขันของตลาด เพื่อที่รัฐบาลจะได้ไม่ต้องเข้าไปอุดหนุนเงินเป็นจำนวนมากจนสร้างภาระการคลัง หรือส่งผลต่อวินัยการเงินของประชาชนอยู่ร่ำไป
นี่คือการคาดหวังว่า ภาคเอกชนจะเข้ามาเติมเต็มการเข้าถึงแหล่งทุนของคนจน เพราะนี่คือรูปแบบธุรกิจการเงินที่เป็นสากลไปทั่วโลก และเป็นอุตสาหกรรมที่มีวงเงินมากถึงกว่า 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปัจจุบัน โดยบริษัทจะมีภาพลักษณ์ที่ดีของการช่วยเหลือคนจนได้ทำมาหากิน ไม่ใช่พวกหนี้นอกระบบที่มีแก๊งติดตามทวงหนี้โหด
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 36% นั้นก็เพื่อจูงใจบริษัทให้เข้ามา โดยเชื่อว่าเมื่อเกิดการแข่งขันมากขึ้นตามมา อัตราดอกเบี้ยจะทยอยปรับลดลงเองเหมือนในหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์เบื้องต้นดูแล้วจะพบว่า นาโนไฟแนนซ์ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้เลย หากปราศจากกลไกอื่นๆ ที่จำเป็นของรัฐเข้ามาร่วมด้วย และต้องมีการบูรณาการร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ประการแรกนั้น ภาคเอกชนอาจไม่ตอบรับรูปแบบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีเอกชนรายใดที่แสดงความสนใจ ซึ่งธุรกิจลักษณะนี้นับว่ามีความเสี่ยงต่อข่าวที่อ่อนไหว เช่น กรณีที่ลูกหนี้ผูกคอหรือเผาตัวตายเมื่อไม่สามารถชดใช้หนี้ได้ ซึ่งเกิดขึ้นในทุกประเทศที่มีธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ เช่น อินเดีย ซึ่งมีการฆ่าตัวตายไปแล้วหลายร้อยคน จนทางการต้องจับตาธุรกิจไมโครไฟแนนซ์อย่างเข้มงวด
ส่วนการให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่มีใครอยากเข้ามาอยู่ในกฎระเบียบกำกับดูแลของรัฐ และการที่รัฐตั้งทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 50 ล้านบาท ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าไม่ได้คิดจะเอาธุรกิจมืดมาอยู่ในที่สว่าง แต่ต้องการช่วยเพิ่มตัวเลือกเพื่อแข่งกับหนี้นอกระบบโดยตรง
ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยนำร่องโครงการให้สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์มาแล้ว ก่อนจะผลักดันออกเป็นแนวนโยบายของธนาคารพาณิชย์เมื่อปี 2554 ซึ่งอยู่ภายใต้แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2 โดยมีการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยไว้สูงสุดไม่เกิน 28% ต่อปี แต่กลับไม่มีธนาคารพาณิชย์ตอบรับ ซึ่งหากท้ายที่สุดแล้วยังไม่มีการแข่งขันจากภาคเอกชนเข้ามา ทางออกของคนจนก็จะอยู่ในวังวนของเจ้าหนี้นอกระบบหรือมาตรการโอบอุ้มเป็นครั้งคราวของรัฐเหมือนทุกครั้ง
ประการต่อมา คือ เงินกู้จากนาโนไฟแนนซ์จะถูกนำไปใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หากเป็นกู้หนี้นาโนไฟแนนซ์เพื่อไปใช้หนี้ต่อให้กับเจ้าหนี้นอกระบบ ก็จะเป็นวังวนของการใช้หนี้ต่อหนี้ ที่มีตัวอย่างความล้มเหลวให้เห็นแทบทุกครั้ง
โรเบิร์ต ทาวน์เซนด์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ซึ่งได้ศึกษาวิจัยโครงการเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคมในระดับท้องถิ่นของไทย เคยกล่าวไว้ถึงกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการให้สินเชื่อแบบไมโครไฟแนนซ์รูปแบบหนึ่งว่า อาจยิ่งเพิ่มการกู้เงินนอกระบบให้มากขึ้น เพราะการได้เงินกู้มาอย่างง่าย ทำให้ชาวบ้านที่ไม่สามารถใช้เงินคืนได้ต้องไปพึ่งเจ้าหนี้นอกระบบเช่นเดิม
ในตัวอย่างหลายประเทศ เช่น อินเดียและบังกลาเทศนั้น ปัญหายังมักเกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่เป็นเกษตรกร ซึ่งไม่สามารถใช้หนี้ได้เนื่องจากปัญหาด้านสภาพฝนฟ้าอากาศที่ไม่เป็นใจ หรือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หรือแม้แต่เอสเอ็มอีรายเล็กที่ส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถอยู่รอดได้หากสภาพเศรษฐกิจในประเทศซบเซาเช่นกัน ซึ่งที่สุดแล้ว ซึ่งคนกลุ่มนี้จะไม่สามารถแก้ปัญหาการเข้าถึงทุนหรือปัญหาหนี้นอกระบบได้ หากปราศจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลร่วมด้วย
หากพิจารณาจากกลไกของรัฐจะเห็นว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (ธนาคารรัฐ) ดูจะตอบโจทย์การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบในภาพรวมได้ดีที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีความพยายามให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามาช่วยอยู่แล้ว แต่ยังไม่เป็นระบบเดียวกันเท่าทีควร
ธ.ก.ส.มีโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของเกษตรกรและบุคคลในครัวเรือน วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยลูกหนี้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท แต่มีเงื่อนไขติดตอสำคัญคือ ต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากเหตุสุจริตจำเป็นและเป็นภาระหนัก รวมทั้งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ก.ย. 2557 และมีเอกสารหลักฐานการเป็นหนี้จริง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ลูกหนี้นอกระบบส่วนใหญ่ต่างก็ไม่มีหลักฐานเหล่านี้ โครงการนี้จึงแทบจะช่วยได้แค่เสี้ยวหนึ่งเท่านั้น
ธนาคารออมสินซึ่งมีกำไร 10 เดือนแรกเกือบ 2 หมื่นล้านบาท ดูจะมีน้ำหนักมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อมีการสั่งนโยบายให้ ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการคนใหม่ ประเดิมงานด้วยการเร่งแก้หนี้นอกระบบ ซึ่่งออมสินกำลังพิจารณาปรับเกณฑ์ปล่อยกู้ในส่วนนี้อยู่ แต่ต้องพิจารณาเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่อาจต้องปรับขึ้น จากปัจจุบันที่ไม่เกิน 18% ขณะที่ปัจจุบัน ได้ช่วยหนุนในส่วนธุรกิจขนาดเล็กหรือหาบเร่แผงลอยอยู่แล้ว ด้วยสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน ซึ่งเตรียมขยายวงเงินอีก 5‚000 ล้านบาท ในเดือนนี้
รัฐบาลยังควรนำกลไกอื่นๆ เข้ามาร่วมในการแก้หนี้นอกระบบอย่างเป็นองค์รวมด้วย นอกเหนือจากนาโนไฟแนนซ์ในกำกับของกระทรวงการคลัง หรือแบงก์รัฐในกำกับของ ธปท. (ในเร็วๆ นี้) เช่น สหกรณ์เครดิตในกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และบรรดากลุ่มสัจจะออมทรัพย์ในกำกับของกระทรวงมหาดไทย เพื่อบูรณาการแก้หนี้นอกระบบให้เป็นเนื้อเดียวกัน และยังต้องเร่งสร้างวินัยการเงินการคลังให้ประชาชนเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาวไปพร้อมกันด้วย
เพราะหากหวังพึ่งการตั้งนาโนไฟแนนซ์แก้หนี้นอกระบบอย่างเดียว วังวนหนี้ต่อหนี้ทั้งในและนอกระบบ ก็จะไม่มีทางหายไปได้ในรัฐบาลนี้







