
พลังงานไทย พลังงานของใคร
พลังงานหลักที่ทั่วโลกใช้กันในปัจจุบัน คือพลังงานฟอสซิล และมนุษย์ในยุคของพวกเราก็ใช้อย่างฟุ่มเฟือย ไม่คิดที่เหลือให้ลูกหลาน
พลังงานหลักที่ทั่วโลกใช้กันในปัจจุบัน คือพลังงานฟอสซิล และมนุษย์ในยุคของพวกเราก็ใช้อย่างฟุ่มเฟือย ไม่คิดที่เหลือให้ลูกหลาน
พลังงานทางเลือกจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ในยุคนี้พยายามค้นหา เพื่อทดแทนพลังงานจากฟอสซิลที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งในอนาคตจะหมดไปอย่างแน่นอน
ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่ที่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หน่วยงานที่ดูแลพลังงานของเรานั้นไว้ใจได้แค่ไหน คือข่าวที่นักธุรกิจหนุ่มที่ชื่อ นพพร ศุภพิพัฒน์ ประธานบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ประกอบกิจการพลังงานไฟฟ้าจากพลังลมมูลค่าหมื่นล้าน ได้หลบหนีหมายจับออกนอกประเทศ เป็นข่าวที่สะเทือนวงการการลงทุน และทำให้คิดได้ว่าเราจะเชื่อถือบริษัทที่ทำธุรกิจวิเคราะห์เจาะลึกสถานะของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้แค่ไหนเพียงใด หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่ดูแลพลังงานของเรา ทำงานเพื่อให้คนไทยมีพลังงานใช้ตลอดไปจริงหรือเปล่า หรือทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
ผมพูดถึงเฉพาะหน่วยงานของรัฐ เพราะสำหรับนักการเมืองนั้นผมไม่เคยคาดหวังอะไรอยู่แล้ว
อีกหน่วยงานหนึ่งที่รอดตัวหวุดหวิดคือตลาดหลักทรัพย์ เพราะหากนพพรไม่หลบหนีไปก่อน ก็ยังไม่รู้ว่า ตลาดหลักทรัพย์จะรับจดทะเบียนหรือไม่ เมื่อเกิดเหตุเสียก่อน จึงเป็นโอกาสให้ตลาดหลักทรัพย์ได้สร้างเครดิตด้วยการตอกย้ำว่า วินด์ เอนเนอร์ยี่ ยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์
สำหรับแวดวงสื่อสารมวลชนก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า จะเชื่อข้อมูลได้แค่ไหน เท่าที่ติดตามข้อมูลจากสื่อหลายแขนง ไม่ปรากฏข้อมูลประวัติความเป็นมาของนพพร ว่าเคยทำอะไรมาบ้าง ร่ำรวยขึ้นมาได้อย่างไร ข้อมูลที่ได้จากสื่อที่รวบรวมไว้ คือ นพพรเริ่มต้นจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง เคยทำนิตยสาร เคยลงทุนกิจการไฟฟ้ากับระยองอินดัสเตรียล แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ในที่สุดได้มาทำธุรกิจพลังงานลม โดยในรายงานข่าวระบุว่า นพพรใช้วิธีการสกัดกั้นคู่แข่งรายอื่นโดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ กำหนดเงื่อนไขการวางประกันการขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ในอัตราที่สูง เพื่อกีดกันคู่แข่งรายอื่น
แปลว่าเขาสั่งหน่วยงานของรัฐได้
ข่าวยังบอกอีกว่า คนที่ชื่อ ปิยสวัสดิ์ ประธาน ปตท. คนปัจจุบัน ก็ยังชื่นชมและให้การสนับสนุนนพพรในการทำธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังลม รวมถึงผู้บริหารของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และบริษัทลูกคือ ราชบุรี โฮลดิ้ง ก็อยู่ในข่ายของนพพร ยังไม่นับรวมนายทหาร นักการเมืองอีกไม่รู้เท่าไร ที่ได้รับประโยชน์จากนพพร
น่าสนใจว่า นพพรเอาเงินมาจากไหนในการหว่านให้กับทหาร ข้าราชการ และนักการเมือง
ถ้าดูข้อมูลจากสื่อ พอจะรู้ว่าวิธีการของนพพรคือการสร้างภาพธุรกิจให้ดูดี และนำหุ้นของบริษัทออกขายในราคาสูง ซึ่งตามข่าวก็ปรากฏว่ามีบริษัทใหญ่ๆ ทั้งในตลาดและนักลงทุนที่เชื่อถือนักการวิเคราะห์มืออาชีพเข้าไปซื้อหุ้นเป็นจำนวนมาก วงเงินเป็นหมื่นล้านบาท
ถ้าสื่อตรวจสอบหาข้อมูลของนพพรจริงๆ จะทราบได้ว่า นพพรเคยใช้วิธีการเดียวกันนี้มาแล้วด้วยการตั้งบริษัททำกิจการไฟฟ้ามาก่อน แล้วสร้างธุรกิจให้ดูดี นำหุ้นเสนอขายในราคาที่สูง แต่ต่างกันที่ในครั้งนั้น นพพรเสนอขายให้กับเพื่อนที่เคยร่ำเรียนด้วยกันมาที่ต่างประเทศ ในวงเงินหลายสิบล้านบาท แล้วนำเงินของบริษัทไปซื้อหุ้นให้กับตัวเอง ภายหลังเพื่อนจับได้ว่านพพรแอบนำเงินของบริษัทไปซื้อหุ้นส่วนตัว ซื้อรถยนต์โรลส์-รอยซ์ เพื่อสร้างเครดิตให้ตัวเอง ยักยอกเงินของบริษัท จนเกิดคดีฟ้องร้องกันที่ศาลหลายคดี ซึ่งศาลตัดสินว่านพพรมีความผิด ให้ลงโทษจำคุก คดีค้างคาอยู่ที่ศาลฎีกา อันเป็นอุปสรรคกับการแต่งตัวบริษัท วินด์ฯ เข้าตลาด จึงเกิดกรณีอุ้มเพื่อนตามที่เป็นข่าว
แต่ไม่ใช่อุ้มเพื่อขอลดหนี้ เป็นการอุ้มเพื่อให้ถอนคดีโดยยอมจ่ายเงินให้มากกว่าหนี้เดิม เพราะนพพรรวยเป็นหมื่นล้านแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะอุ้มเพื่อลดหนี้เพียงร้อยล้านตามข่าว
ขอแถมเรื่องวิธีการที่นพพรเอาเงินบริษัทไปซื้อหุ้นส่วนตัวให้ทราบกันบ้าง คือ เพื่อนที่เข้ามาซื้อหุ้นได้วางหลักเกณฑ์เพื่อป้องกันการทุจริต โดยกำหนดว่า นพพรจะสั่งจ่ายเช็คได้ไม่เกินครั้งละ 5 แสนบาท หากเกินกว่านั้นจะต้องให้กรรมการอีกคนหนึ่งร่วมลงชื่อด้วย นพพรก็เลยสั่งจ่ายเช็ค 10 ฉบับ ฉบับละ 5 แสนบาท สั่งจ่ายให้กับบริษัทโบรกเกอร์รายเดียวเป็นเงิน 5 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นให้กับตนเอง นพพรอธิบายว่า เขาไม่ได้ทำผิด เขาจ่ายตามอำนาจที่เขาได้รับอนุมัติ ส่วนเงินที่เอาไปซื้อให้กับตัวเองนั้น เป็นการยืมเงินจากบริษัท
ท่านผู้อ่านคงตัดสินได้เองว่าเหตุผลอย่างนี้คืออะไร
ข้อมูลยังมีอีกมาก เกี่ยวข้องกับหลายคนที่ไม่อยากเป็นข่าว ประเด็นที่ผมอยากนำเสนอ คือ นักลงทุนรายย่อย หรือแมลงเม่าที่อยากลงทุน จะเชื่อข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน หรือบริษัทที่รับเป็นผู้แต่งตัวบริษัทที่สนใจจะเข้าตลาดได้มากน้อยเพียงใด
และเราจะเชื่อข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ ได้อย่างไร เพราะเท่าที่ดูจากสื่อหลายแหล่ง น่าจะลอกกันมาจากแหล่งเดียวกัน เปลี่ยนสำนวนบ้าง
สุดท้ายที่สำคัญที่สุด เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักการเมือง ทหารบางกลุ่มทำงานรักษาประโยชน์ของประเทศ หรือจะใช้อำนาจเพื่อตนเอง
เราจะคาดหวังกับผู้ที่มีหน้าที่บริหารจัดการพลังงานของไทยได้อย่างไร หากท่านทั้งหลายเหล่านั้นยังอยู่ภายใต้อิทธิพลจากเงินของนักธุรกิจสกปรกประเทศไทย
เช่นนี้แล้วอนาคตของ ปตท.จะเป็นอย่างไรหนอ







