
ขอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ไม่เขียนรธน.เพื่อใคร
เมื่อปฏิรูปเสร็จก็จะนำประเทศและการเมืองเข้าสู่การเลือกตั้ง ไม่มีส่วนไหนที่จะทำให้กองทัพเข้าไปสู่การเมืองได้
โดย...เจษฎา จี้สละ
การเข้ามาสู่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ของ "พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช" หรือ "เสธ.อู้" เป็นที่จับตาของสังคมอย่างมาก สืบเนื่องจากเป็นนายทหารที่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเกือบได้ขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดในกองทัพอย่างผู้บัญชาการกองทัพบก แต่สุดท้ายก็พลาดไป จนกระทั่งผันตัวเองมาเป็นสว.สรรหา และได้ทำหน้าที่เป็นกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ชุมนุมประท้วงเมื่อปี 2553 กับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และเมื่่อสิ้นสุดตำแหน่ง สว. ชื่อของ พล.อ.เลิศรัตน์ ก็ได้เงียบหายไปในทางการเมืองพอสมควร จนกระทั่งได้สวมสูทสมาชิก สปช.เดินเข้าสภาอีกครั้ง
หลังการเข้ายึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) "เสธ.อู้" ไม่เพียงแค่ได้รับเก้าอี้สมาชิก สปช.เท่านั้น แต่ยังได้มีตำแหน่งใน สปช.อีกด้วย เช่น ประธานคณะกรรมการประสานงานกิจการ สปช.ชั่วคราว (วิป สปช.) ซึ่งปัจจุบันได้ส่งมอบตำแหน่งให้กับประธาน สปช. จนมาถึงการเข้ามาในตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของ สปช.
โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสพูดคุยกับ พล.อ.เลิศรัตน์ ในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องการทำอย่างไรที่จะให้รัฐธรรมนูญใหม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ไปจนถึงการปฏิรูปกองทัพ
พล.อ.เลิศรัตน์ มองสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศไทย ว่า วิกฤตการเมืองเกิดขึ้นควบคู่ไปกับภาวะความด้อยโอกาสของคนในสังคม เพราะกลุ่มทุนจะอาศัยความร่ำรวยของตนเองในการแสวงหาผลประโยชน์จากประชาชนส่วนล่าง ฉะนั้น การแก้ไขปัญหาทางการเมือง จะต้องแก้ไขความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นควบคู่กัน เพราะวิกฤตการเมืองไม่ได้เกิดจากนักการเมืองเลวเพียงอย่างเดียว แต่การแก้ไขความเหลื่อมล้ำของส่วนล่างก็สำคัญไม่แพ้กัน
"เพราะคนมีสตางค์ไปซื้อเสียง พอเป็นใหญ่แล้วจะมาถอนทุน จากนั้นก็กลับไปซื้อเสียงอีกต่อ การเมืองแบบภายใต้ระบบทุนก็จะมีไปตลอด เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จึงวางหลักเพื่อมุ่งแก้ปัญหา 2 ประการควบคู่กัน คือ 1.การวางมาตรการไม่ให้คนไม่ดีเข้าสู่การเมือง คนที่ประพฤติผิดออกจากการเมืองตลอดไป และ 2.ลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับคนส่วนล่าง ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด"
พล.อ.เลิศรัตน์ ให้ทัศนะเพิ่มเติมลงไปอีกว่า ความขัดแย้งระหว่างบุคคลไม่ใช่ปัจจัยหลักของปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่สั่งสมมานาน ถ้าทำให้คนส่วนล่างสามารถยกระดับฐานะดีขึ้นและไม่ถูกครอบงำด้วยกลุ่มการเมือง สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงต้องมุ่งวางกลไกส่วนนี้เกินกว่า 50% ส่วนการวางกฎเกณฑ์เพื่อให้คนไม่ดีต้องไม่สามารถเข้าสู่ระบบการเมืองได้นั้น จะอาศัยแนวทางที่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 อาทิ กลไกที่ป้องกันผู้ที่เคยถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรือผู้ที่ต้องคดีล้มละลายแบบทุจริต ไม่ให้กลับเข้าสู่ระบบการเมืองตลอดชีวิต ไม่อย่างนั้นไม่เข็ดหลาบ สรุปคือไม่ให้คนไม่ดีเข้าสู่การเมือง และหากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประพฤติมิชอบ ก็จะไม่สามารถกลับสู่ระบบการเมืองตลอดชีวิต
หลักการเรื่องการตัดสิทธิทางการเมืองอาจถูกครหาว่าจงใจสกัดกลุ่มสส. หรือ สว. และกลุ่มอดีตนักการเมืองที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองก่อนหน้านี้หรือไม่ ? เสธ.อู้ ตอบว่า "เรื่องบ้านเลขที่ 111 นั่นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของคนทำผิดและคนที่ไม่ได้ทำผิด หากยึดหลักความเป็นธรรม คนที่ทำผิดจะต้องงดเว้นจากการเมือง แต่จะห้ามกลุ่ม 111 ทั้งหมดหรือไม่ จะต้องไปดูกฎหมายอีกครั้ง รวมถึงกลับไปพิจารณาคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นความผิดจากคนคน เดียว หรือมีคนติดร่างแหไปด้วย"
ในฐานะอดีตนายทหารรุ่นใหญ่และผู้เห็นการเปลี่ยนแปลงของรัฐธรรมนูญไทยหลายฉบับ คิดว่าการจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่สร้างวังวนแห่งความขัดแย้งอีก อยู่ที่การสร้างกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ยึดความยุติธรรมเป็นหลัก ประกอบกับการสร้างการยอมรับในรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งสองปัจจัยจะต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งหมดก็เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 อีก โดยเวลานั้นมีปัญหามาจากการที่บางฝ่ายมองว่าองค์กรอิสระไม่มีความเป็นธรรม เพราะกระบวนการสรรหาและการได้มาซึ่งบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งตามองค์กรต่างๆ ดังกล่าวมาจากการใช้ดุลยพินิจของคนไม่กี่คน เมื่อไม่ยอมรับกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ จึงทำให้ไม่ยอมรับการตัดสินไปด้วย ดังนั้น เป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะต้องนำมาพิจารณาเพื่อวางรากฐานและกลไกไม่ให้เกิดปัญหาแบบเดิมอีก
อย่างไรก็ตาม พล.อ.เลิศรัตน์ คิดว่าสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นที่ยอมรับได้ คือ การสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย เพื่อเป็นข้อพิสูจน์และหลักฐานว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งอยู่บนความเป็นธรรม ไม่ได้เลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ซึ่งถ้าทำได้เป็นผลสำเร็จและเกิดผลในเชิงรูปธรรม ย่อมจะช่วยให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ในระยะยาว
"คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะพิสูจน์ให้ได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญบนพื้นฐานของความเป็นธรรม ไม่ได้ร่างขึ้นมาเพื่อกีดกัน หรือประสงค์ร้ายต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผมเชื่อว่ากรรมาธิการยกร่างฯ 36 คน และอนุกรรมาธิการอีกจำนวนมากจะสามารถพิสูจน์ตนเองได้ คงไม่มีใครยอมถูกกล่าวหาว่าร่างรัฐธรรมนูญแบบเลือกข้าง หรือ One Side กรรมาธิการยกร่างฯ ทั้ง 36 คน จะช่วยกันออกความเห็นว่าแนวทางไหนดีที่สุดและแนวทางไหนจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติมากที่สุด"
พล.อ.เลิศรัตน์ ขยายความว่า คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะต้องเข้าใจมุมมองของแต่ละฝ่ายอย่างรู้เท่าทัน เพื่อให้การนำข้อเสนอที่ได้จากหลายส่วนมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญนำไปสู่การสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น การรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมือง คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะมีกระบวนการวิเคราะห์ว่าข้อเสนอที่พรรคการเมืองเสนอนั้น อย่างที่มาของนายกรัฐมนตรีเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ หรือเป็นข้อเสนอที่หยิบยกขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองเอง ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะต้องนำมากลั่นกรองและพิจารณาให้รอบคอบ
"เหมือนกับเราเป็นหมอ ก็ต้องดูว่าจะฉีดยาไปตรงไหน ใช้ยาแบบไหน เพียงแต่เราก็ต้องยึดหลักประชาธิปไตยและความเสมอภาค เป็นธรรมกับทุกพรรค ทุกฝ่าย กติกาบางอย่างที่ไม่เป็นธรรมก็จะไม่ผ่านที่ประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ส่วนข้อมูลที่มาจากการทำโพลก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อได้ข้อมูลมาแล้วจะสามารถนำมาใช้ได้ทันที เพราะคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะต้องวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อเสนอต่อปัญหาทั้งระบบว่าจะแก้ไขได้หรือไม่อีกครั้งผ่านกระบวนการของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ"
ทั้งนี้ ผลที่ได้จากความพยายามในการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพรรคการเมืองเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเชิญพรรคการเมืองใหญ่เข้าเสนอข้อคิดเห็น รวมถึงแบบสอบถามที่ส่งไปยังพรรคการเมือง 74 พรรค ซึ่งขณะนี้มีพรรคการเมืองตอบกลับมาทั้งหมด 23 พรรค โดยหนึ่งในนั้นคือพรรคเพื่อไทย ได้ข้อสรุปประเด็นสำคัญที่พรรคการเมืองเห็นตรงกัน อาทิ ควรมีการเพิ่มจำนวนผู้คัดเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ส่วนประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรี เห็นว่าควรมาจากรัฐสภา จำนวน สส. ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ควรเป็น 100 คน เพราะพรรคการเมืองส่วนใหญ่เป็นพรรคขนาดเล็ก จึงอยากไปสู่ในสนามแบบเขตมากกว่า ท้ายที่สุดคือประเด็นการสังกัดพรรคของ สส. เห็นว่า สส.ยังคงต้องสังกัดพรรค ส่วนข้อครหาเกี่ยวกับการไม่มีอิสระในการโหวตนั้น สามารถแก้ไขได้ โดยการออกพระราชบัญญัติให้ สส.มีเอกสิทธิ์ในการลงมติได้อย่างมีอิสระ เป็นต้น
แม้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะยืนยันว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นหัวใจสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่เมื่อกระบวนการดังกล่าวกลับดำเนินการภายใต้กฎอัยการศึก ที่พบการใช้อำนาจห้ามจัดเวทีกิจกรรมทางการเมือง ทำให้เกิดความสงสัยว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ กำลังดำเนินการอยู่นี้ จะถือเป็นเพียงแค่พิธีกรรมหรือไม่
พล.อ.เลิศรัตน์ มีมุมมองต่อเรื่องข้างต้นว่า "การรับฟังความคิดเห็น เป็นแนวทางที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สปช. และกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องรับฟังความคิดเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่ขณะนี้สปช. และกรรมาธิการยกร่างฯ เพิ่งจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการที่จะเข้ารับฟังความคิดเห็นแล้วเสร็จ หากจะกล่าวหาว่าเป็นพิธีกรรม เป็นเรื่องที่คนบางกลุ่มคิดเอาเอง สังคมจะต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อนการสรุปว่ากระบวนการต่างๆ เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ใจหรือไม่"
"การกล่าวหาว่าเป็นพิธีกรรม เป็นเรื่องของคนที่คิดเอาเอง หากเลือกจะฟังคนเหล่านั้น ผมก็ตอบแทนไม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นความคิดของสื่อมวลชน ชอบไปคิดแทนคนไม่กี่คน แล้วมาตั้งเป็นคำถาม มันไม่ถูกต้อง เพราะมีสื่อมวลชนบางคนจะมองโลกในแง่ร้าย ถามแบบเสี้ยม ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองเดินไปได้"
"จะต้องเห็นใจทุกฝ่าย เห็นใจทหารที่เข้ามาทำงานวันนี้ เห็นใจ สปช. และ กมธ.ยกร่างฯ ยังไม่ทันได้ทำงาน สื่อถามเลยว่า พิธีกรรมหรือไม่ คำตอบของมันไม่ใช่พิธีกรรม การร่างรัฐธรรมนูญเริ่มต้นจากศูนย์ ไม่มีต้นทุน ไม่มีพิมพ์เขียวอยู่เลย ส่วนสื่อบางคนหรือคนบางคนจะไปพูดอย่างไร เป็นสิทธิของเขา ถ้า คสช.เห็นว่ากระทบความมั่นคงเขาก็ไปคุย แต่สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ หากจะเรียกว่าพิธีกรรม ผมก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร "
พล.อ.เลิศรัตน์ ย้ำอีกว่า "เราไม่สามารถนำความเห็นจากทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันมาใส่ในรัฐธรรมนูญได้ แต่ผมเชื่อว่าจะสามารถร่างรัฐธรรมนูญ ที่ถูกใจคนทุกกลุ่มกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นั่นคือความคาดหวังของเรา ขอให้สื่อหนักแน่น ไม่ช่วยกันเขียนในแง่ลบ แต่หากเริ่มกระบวนการรับฟังแล้วไม่ทั่วถึง ตำหนิได้ แต่นี่ยังไม่ได้เริ่ม กล่าวหาแล้วว่าเป็นพิธีกรรม เป็นการไม่ให้ความยุติธรรมกับคนทำงาน"
กองทัพปฏิรูปตัวเองได้
ในอีกมุมของการปฏิรูปประเทศ มีคำถามที่น่าสนใจตามมาว่า "กองทัพ" ควรเป็นหนึ่งในองค์กรของประเทศที่สมควรถูกปฏิรูปด้วยหรือไม่ เช่นเดียวกับพรรคการเมือง รัฐสภา องค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม หลังจากกองทัพได้เข้ามาแทรกแซงการเมืองด้วยการรัฐประหาร จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะเข้ามากำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับการเมืองผ่านรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร
พล.อ.เลิศรัตน์ ในฐานะอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพ ให้มุมมองว่า การปฏิรูปกองทัพมันอยู่ที่สัญชาตญาณว่าจะเริ่มปฏิรูปมุมไหน แต่อยากบอกว่ากองทัพประเทศไทยมีกระบวนการปฏิรูปตัวเองภายในทุกปีอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง วิธีการ และหลักสูตรการศึกษา ในต่างประเทศกองทัพมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในฐานะผู้คอยพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ รักษาความสงบสุขภายในประเทศ และเมื่อกลับมามองที่ประเทศไทยก็จะพบว่าประเทศเรามีปัญหาทางการเมืองที่ไม่สามารถแก้ไขได้เป็นจำนวนมาก ตรงนี้เองจึงจำเป็นที่กองทัพต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาเพื่อให้ประเทศเดินหน้า เพราะกองทัพมีหน้าที่รักษาความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ธำรงประชาธิปไตยของชาติ พร้อมกับตระหนักเสมอว่าจะให้ประเทศล่มสลายไม่ได้
"เท่าที่ดูจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เมื่อปฏิรูปเสร็จก็จะนำประเทศและการเมืองเข้าสู่การเลือกตั้ง ใครอยู่พรรคไหนอย่างไรก็ว่าไป ไม่มีส่วนไหนที่จะทำให้กองทัพเข้าไปสู่การเมืองได้ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ซึ่งผมเชื่อว่าจะเสร็จตามกำหนดแน่ จะไม่มีส่วนได้ที่เปิดโอกาสให้กองทัพเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะถึงอย่างไรกองทัพเองไม่มีบทบาททางการเมืองอยู่แล้ว"
เมื่อถามถึงบทบาทของกองทัพไทยในอนาคต หลังจากการปฏิรูปแล้วควรวางบทบาทตัวเองอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยที่มีการวางรากฐานกันใหม่ พล.อ.เลิศรัตน์ ตอบว่า "ทหารมีหน้าที่ส่งเสริมประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
"เหตุผลที่กองทัพจะต้องเข้ามามีบทบาทในระบบการเมือง เพราะสังคมไทยไม่เคยมีการปฏิรูปอย่างแท้จริง การยึดอำนาจครั้งนี้ก็เพื่อปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง โดยใช้โอกาสที่ประเทศถึงทางตัน จึงเข้าควบคุมอำนาจเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป ผมเคยเห็นการปฏิวัติหลายครั้ง ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางบวก เว้นแต่ครั้งนี้ เพราะการปฏิรูปที่ทำกันอยู่จะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ โครงสร้างขององค์กรต่างๆ รวมถึงวิถีชีวิตของข้าราชการ"
พล.อ.เลิศรัตน์ ย้ำทิ้งท้ายว่า คิดว่าทหารมีความจริงใจและตั้งใจกับการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ เพราะทหารเองก็อยากเห็นประเทศเดินหน้า และทุกคนอยู่ภายใต้กติกาที่ช่วยส่งเสริมคนดีและป้องกันการทุจริตในอนาคต
รธน.ใหม่สร้างสามัคคีไม่ได้เท่ากับทำงานล้มเหลว
ขณะที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญกำลัง เดินหน้าไป ชื่อของ “เสธ.อู้” หรือ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างบนพื้นที่สื่อมวลชนอยู่บ่อยครั้งในฐานะมือประสานสิบทิศ ด้วยคุณสมบัตินี้เองถึงทำให้อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ มอบหมายให้นายทหารมากด้วยสายสัมพันธ์ทางการเมืองท่านนี้ดูแลงานใหญ่อย่างประสานงานรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง
ครั้งหนึ่งเมื่อเดือน พ.ค. 2553 พล.อ.เลิศรัตน์ คนเดียวกันนี้ที่สมัยนั้นยังทำหน้าที่เป็น สว.ได้รับมอบหมายจากประธานวุฒิสภาให้เป็นคนกลางในการเจรจากับแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพื่อหาทางออกให้กับการเมืองโดยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการสูญเสีย เพราะเวลานั้นการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ต่อต้านรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กำลังเข้าสู่จุดแตกหักไปทุกที หลังจากเกิดการสูญเสียเมื่อเดือน เม.ย. 2553 แต่สุดท้ายการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่วุฒิสภาตั้งใจเอาไว้ ก่อนที่จะลงเอยด้วยการสูญเสียของประเทศจากการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน
พล.อ.เลิศรัตน์ ย้อนถึงอดีตว่า ขณะนั้นอยู่ในช่วงวิกฤต สว.กว่า 90 คน จาก 150 คน เห็นพ้องกันว่าบ้านเมืองกำลังจะถึงจุดแตกหักรุนแรง จึงส่งหนังสือไปยังรัฐบาล เพื่อขอไม่ให้ใช้ความรุนแรง แล้วส่งตัวแทน 5 คน ไปเจราให้ นปช.ยุติการชุมนุม
“ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนหรอก คุณจตุพร พรหมพันธุ์ หรือคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รู้จักกันในสนาม ข้อสรุปที่ได้จากการเจรจากับแกนนำ คือเขาพร้อมที่จะเจรจา ผมมีหน้าที่รายงานไปยังประธานวุฒิสภา ส่วนนายกรัฐมนตรีติดต่อไม่ได้ ณ เวลาที่ได้ข้อสรุปนั้นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม แต่หลังจากนั้นประมาณตี 3 ทหารก็เคลื่อนเข้ามา ตอนนั้นมันดึกมากแล้ว ตี 3 ทหารเคลื่อนเข้ามา ความรุนแรงจากสองฝ่ายขณะนั้นมันพอๆ กัน ไม่ว่าใครผิด ไม่ว่าใครถูก มันพูดยาก แต่ ณ เวลาที่เราเข้ามามันเกิดความสูญเสียแล้ว หากยุติตั้งแต่จุดนั้น จะไม่เกิดความสูญเสียเพิ่มอีก 10-20 ศพ
“การเจรจาอาจช่วยหยุดได้เพียงส่วนหนึ่ง เพราะขณะนั้นก็เกิดความสูญเสียไปแล้วส่วนหนึ่ง ผมย้ำว่าไม่มีใครถูก ใครผิด นี่คือความพยายามสูงสุด ทหารที่อยู่ในอำนาจวันนี้มีความบริสุทธิ์ใจ หวังดีต่อประเทศชาติ อยากเห็นความสงบสุข ต้องการให้นักการเมืองสู้กันในกรอบกติกา สิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่นี้คือการสร้างกติกาขึ้นใหม่ อาจจะมีมาตรการป้องกันคนไม่ดี ซึ่งจะทำให้มันดีกว่าเดิมแน่นอน”
จากปี 2553 มาถึงปี 2557 เวลาได้นำพาให้ พล.อ.เลิศรัตน์ ต้องมาทำหน้าที่มือประสานสิบทิศอีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนจากที่เป็น สว.มาเป็นในฐานะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนเวทีการพูดคุยจากพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองมาเป็นในรัฐสภา แต่ถึงเวลาและสถานที่จะเปลี่ยนแปลงไป สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน คือ การทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกระบวนการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของการทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับการยอมรับและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
พล.อ.เลิศรัตน์ พูดถึงเรื่องนี้ว่า ที่ผ่านมาคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้เชิญพรรคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงกลุ่มการเมืองต่างๆ ด้วย เช่น กลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และกลุ่ม นปช. เป็นต้น มาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ก็พบว่ายังมีปัญหาและอุปสรรคพอสมควร โดยขณะนี้เข้าใจว่าพรรคการเมืองมีข้อจำกัดบางประการ อย่างพรรคเพื่อไทยได้ทำหนังสือแจ้งมาแล้วว่า ขอเวลาในการประชุมหารือก่อน และต้องได้รับการอนุญาตจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามกฎอัยการศึก
“หากจะไม่เข้าร่วมจริงก็เป็นสิทธิของพรรค การเข้าร่วมกับคณะกรรมาธิการมีแต่ประโยชน์อย่างเดียว ไม่ได้มีผลเสียแต่อย่างใด เพื่อจะได้นำความคิดเห็นมานำเสนอและแลกเปลี่ยนกัน อย่างว่าในแต่ละพรรคมีคนที่ตั้งท่าอยู่ เราห้ามเขาไม่ได้ ถ้าเขาไม่มาจริงๆ ผมก็ต้องหาวิธีอื่น ไปกินข้าวกับเขา ถามเขาว่าจะเอาแบบไหน มันทำได้อีกหลายวิธี เพราะก็รู้จักกันทุกคน ทุกฝั่งทุกฝ่ายไม่มีปัญหาอะไร เราพยายามจะสะท้อนความคิดของเขา ปัญหาของเขา มาเป็นส่วนหนึ่งของ กมธ.ยกร่างฯ” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
เสธ.อู้ บอกอีกว่า จริงๆ มีแผนและขั้นตอนที่จะเดินสายไปพบกับกลุ่มต่างๆ แต่คณะกรรมาธิการเห็นว่าในชั้นนี้ควรเชิญกลุ่มต่างๆ มาพูดคุยก่อน เอาไว้เมื่อคณะกรรมาธิการได้ร่างรัฐธรรมนูญไปสักระยะหนึ่งแล้ว จึงค่อยนำข้อมูลที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไปถามความเห็นกลุ่มต่างๆ อีกครั้ง
“สมาชิกท่านอื่นมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เช่น สมาชิกที่เป็นนักวิชาการ แต่ส่วนผมเคยเป็นข้าราชการทหาร และเคยปฏิบัติงานในรัฐสภา ก็คิดว่าน่าจะสามารถเชื่อมประสานทุกฝ่ายให้เกิดความราบรื่น แต่เฉพาะการประสานงานอย่างเดียวไม่สามารถทำให้การแก้ไขความขัดแย้งนั้นสำเร็จ ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่จะสร้างความเป็นหนึ่งเดียว ไม่อย่างนั้นประเทศไทยจะยิ่งถอยหลัง จึงอยากให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงเรื่องนี้ เพราะมีความสำคัญเป็นอย่างมาก”
การสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญจำเป็นจะต้องถามกับบุคคลในครอบครัวชินวัตรหรือไม่? พล.อ.เลิศรัตน์ ตอบว่า “ตั้งใจจะถามพรรค ไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล หากทำอย่างนั้นจะยุ่ง เพราะมีหลายฝ่ายเหลือเกิน พรรคจะต้องรู้แนวทางของตนอยู่แล้ว ไม่ต้องไปถามอดีตหัวหน้าพรรค”
ในที่นี้ พล.อ.เลิศรัตน์ ได้ย้ำเกี่ยวกับการเขียนรัฐธรรมนูญว่า การเขียนรัฐธรรมนูญจะต้องมาจากประเด็นปัญหา ไม่ใช่การร่างรัฐธรรมนูญโดยหยิบรัฐธรรมนูญเก่ามาปรับแก้ใหม่ ซึ่งต้องย้อนพิจารณาไปถึงวิกฤตชาติในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราต้องเชิญหลายกลุ่มเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของปัญหาที่เกิดขึ้น
“บางอย่างมันซ่อนอยู่ในหัวใจของเขา ทำไมเสื้อแดงเขาต้องมาเดินอยู่บนถนนในปี 2553 และทำไม กปปส.จะต้องออกมาประท้วงในปี 2556 เพราะเขามีความคับแค้นที่ซ่อนลึกกว่าที่พูดบนเวที บนเวทีส่วนหนึ่ง ในหัวใจก็มีอีก ฉะนั้นเขาจะมาเปิดอกกับเรา มาชี้แจงให้เราเห็นว่าเขาคิดอย่างไร รัฐธรรมนูญมันเป็นจุดเริ่มต้นของกติกา ถ้าเกิดมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ยอมรับอย่างรุนแรง ประเทศก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้
“คนไทยด้วยกันไม่ควรฆ่าฟันกันเอง ยุคสมัยที่ฆ่าฟันกันเองนี่มันนานมากแล้ว หากเรายึดความเป็นไทย ยึดพระบรมราโชวาทที่ว่า รู้รักสามัคคี คิดว่าพวกเราทุกคนก็จะอยู่ร่วมกันด้วยความสันติ เพื่อช่วยกันและร่วมมือสร้างประเทศแข่งขันกับนานาประเทศในอนาคต”
พล.อ.เลิศรัตน์ สรุปว่า คณะกรรมาธิการได้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเสนอข้อคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคกลางๆ รวมถึง นปช.และ กปปส. และเชื่อเหลือเกินว่าคณะกรรมาธิการมีความบริสุทธิ์ใจที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ทุกฝ่ายยอมรับและเกิดความปรองดองอย่างแท้จริง เพื่อให้ปัญหาจบลง ซึ่งที่สำคัญที่สุดเราไม่เคยมีการตั้งธงใดๆ หรือทำพิมพ์เขียวมาก่อนทั้งสิ้น
“ผมพูดในที่ประชุมตลอดว่า หากรัฐธรรมนูญออกมาแล้วมวลชนส่วนหนึ่งต่อต้าน เท่ากับเราทำงานไม่สำเร็จ ฉะนั้นการรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เราเชิญหลายฝ่ายมาทำพิมพ์เขียวร่วมกัน เราไม่มีพิมพ์เขียวอะไร กรอบการร่างรัฐธรรมนูญก็สร้างขึ้นใหม่ ทุกอย่างก็ยังอยู่ในความคิดที่ต้องช่วยกันระดมออกมาเพื่อบ้านเมือง”พล.อ.เลิศรัตน์ ทิ้งท้าย







