
กมธ.ปฏิรูปสื่อฯชงออกกม.คุมองค์กรรัฐซื้อโฆษณา
"กมธ.ปฏิรูปสื่อฯ"ชง ออกกฎหมายคุมองค์กรรัฐซื้อโฆษณา เพื่อให้โปร่งใส-ตรวจสอบได้ พร้อม ห้ามมีภาพ-เสียงโปรโมตตัวเอง
"กมธ.ปฏิรูปสื่อฯ"ชง ออกกฎหมายคุมองค์กรรัฐซื้อโฆษณา เพื่อให้โปร่งใส-ตรวจสอบได้ พร้อม ห้ามมีภาพ-เสียงโปรโมตตัวเอง
นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สปช. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปสื่อสารมวลชน กล่าวถึงการจัดทำกฎหมายควบคุมการซื้อสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของภาครัฐว่า ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา มีการหารือเพื่อเตรียมผลักดันให้รัฐบาลออกพรบ. ควบคุมการซื้อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ โดยเรื่องนี้เป็นการเคลื่อนไหวร่วมกันของภาคีเครือข่ายองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ทีดีอาร์ไอ และอีก4องค์กรสื่อคือ สมาคมนักข่าวฯ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุ และสภาวิชาชีพวิทยุโทรทัศน์
ทั้งนี้ เนื่องจากผลการวิจัยทีดีอาร์ไอพบว่า หน่วยงานภาครัฐใช้งบประมาณในการซื้อสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานหรือองค์กร ตกปีละ 8,000-10,000 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงการจัดงานอีเวนท์ต่างๆ ของกระทรวงทบวงกรมหรือหน่วยงานของภาครัฐ พบว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล ซ้ำยังสร้างปัญหาให้สื่อขาดความเป็นอิสระในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน
"ที่ผ่านมามักจะมีคำขู่ทั้งจากรัฐบาล และนักการเมืองมาตลอดว่า ถ้าไม่เชียร์รัฐบาล รัฐมนตรีก็จะถอนการซื้อพื้นที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์ในสื่อนั้นๆ ทำให้ส่งผลกระทบต่อสื่อบางแห่งและมีปัญหาในการนำเสนอข่าวสารต่อสังคม"นายประดิษฐ์กล่าว
นายประดิษฐ์ กล่าวอีกว่า องค์กรภาคีเครือข่ายจึงเห็นร่วมกันว่าควรจะมีพรบ.การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ พ.ศ… เพื่อให้การซื้อสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้ โดยการเน้นสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในข้อมูลที่ประชาชนควรรับรู้ รับทราบ และห้ามมิให้มีภาพและเสียงของบรรดานักการเมือง รัฐมนตรี หรือข้าราชการระดับสูงที่คุมหน่วยงานนั้นๆ เพื่อแอบแฝงประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของตัวเองเหมือนอดีตที่ผ่านมา
นอกจากนี้หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณในการซื้อสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าแต่ละปีได้ใช้งบประมาณไปจำนวนเท่าใด เป็นงบของหน่วยงานใดบ้าง โดยต้องรายงานต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทุกปี ทั้งนี้กรรมาธิการปฏิรูปสื่อฯ ได้พิจารณารัฐธรรมนูญ50มาตรา45 ที่บัญญัติถึงเรื่องการใช้งบโฆษณาประชาสัมพันธ์เข้าพิจารณาด้วยพบว่า ยังมีการแทรกแซง ครอบงำสื่อ จึงเห็นด้วยว่าควรจะมีกฎหมายดังกล่าวออกมาควบคุมการใช้งบประมาณของภาครัฐให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ จะมีการหารือในที่ประชุมกรรมาธิการปฏิรูปสื่อฯ ให้ถือว่าเป็นกฎหมายที่เร่งด่วนที่สำคัญอันจะนำไปสู่การปฏิรูปสื่อสารมวลชน ผลักดันเสนอเป็นกฎหมายต่อรัฐบาลและสนช.ต่อไป
แหล่งข่าวจากสปช. เปิดเผยว่า ขณะนี้เตรียมมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ..... หลังจากที่นายมีชัย ฤชุพันธ์ ฐานะประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ได้หารือกับสปช. สายสื่อมวลชนแล้วเห็นว่าควรมีการนำร่างกฎหมายดังกล่าวที่ยกร่างมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่ผ่านมา มาพิจารณาปรับปรุงเพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพในการควบคุมกันเองของสื่อมวลชน รวมถึงพิทักษ์ประโยชน์ให้กับสื่อมวลชน โดยล่าสุดเรื่องดังกล่าวถูกนำเสนอเข้าสู่คณะอนุ กมธ. จัดทำข้อเสนอแนะในการตรา หรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ที่มี นายเจษฎ์ โทณะวณิก เป็นประธานคณะ แล้ว และจะมีการพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดบางบทบัญญัติให้มีความทันสมัยกับสถานการณ์ปัจจุบัน
นอกจากนั้นแล้วในประเด็นสิทธิ เสรีภาพสื่อมวลชนที่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เบื้องต้นมีข้อสรุปคือ จะคงเจตนารมณ์และสาระหลักเหมือนในรัฐธรรมนูญ 2550 แต่จะเพิ่มประเด็นการใช้เสรีภาพอย่างรับผิดชอบ นอกจากนั้นในส่วนของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เป็นกลไกกำกับดูแลสื่อมวลชน จะพิจารณาให้รวมเป็นคณะกรรมการชุดเดียวกัน เพื่อให้การกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพกว่าปัจจุบันที่พบว่า กสทช. ได้แยกเป็นคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)และทำให้มีปัญหาต่อการทำงาน







