
รธน.ใหม่สร้างสามัคคีไม่ได้
ขณะที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญกำลังเดินหน้าไป ชื่อของ “เสธ.อู้” หรือ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช
ขณะที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญกำลังเดินหน้าไป ชื่อของ “เสธ.อู้” หรือ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างบนพื้นที่สื่อมวลชนอยู่บ่อยครั้งในฐานะมือประสานสิบทิศ ด้วยคุณสมบัตินี้เองถึงทำให้อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ มอบหมายให้นายทหารมากด้วยสายสัมพันธ์ทางการเมืองท่านนี้ดูแลงานใหญ่อย่างประสานงานรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง
ครั้งหนึ่งเมื่อเดือน พ.ค. 2553 พล.อ.เลิศรัตน์ คนเดียวกันนี้ที่สมัยนั้นยังทำหน้าที่เป็น สว.ได้รับมอบหมายจากประธานวุฒิสภาให้เป็นคนกลางในการเจรจากับแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพื่อหาทางออกให้กับการเมืองโดยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการสูญเสีย เพราะเวลานั้นการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ต่อต้านรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กำลังเข้าสู่จุดแตกหักไปทุกที หลังจากเกิดการสูญเสียเมื่อเดือน เม.ย. 2553 แต่สุดท้ายการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่วุฒิสภาตั้งใจเอาไว้ ก่อนที่จะลงเอยด้วยการสูญเสียของประเทศจากการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน
พล.อ.เลิศรัตน์ ย้อนถึงอดีตว่า ขณะนั้นอยู่ในช่วงวิกฤต สว.กว่า 90 คน จาก 150 คน เห็นพ้องกันว่าบ้านเมืองกำลังจะถึงจุดแตกหักรุนแรง จึงส่งหนังสือไปยังรัฐบาล เพื่อขอไม่ให้ใช้ความรุนแรง แล้วส่งตัวแทน 5 คน ไปเจราให้ นปช.ยุติการชุมนุม
“ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนหรอก คุณจตุพร พรหมพันธุ์ หรือคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รู้จักกันในสนาม ข้อสรุปที่ได้จากการเจรจากับแกนนำ คือเขาพร้อมที่จะเจรจา ผมมีหน้าที่รายงานไปยังประธานวุฒิสภา ส่วนนายกรัฐมนตรีติดต่อไม่ได้ ณ เวลาที่ได้ข้อสรุปนั้นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม แต่หลังจากนั้นประมาณตี 3 ทหารก็เคลื่อนเข้ามา ตอนนั้นมันดึกมากแล้ว ตี 3 ทหารเคลื่อนเข้ามา ความรุนแรงจากสองฝ่ายขณะนั้นมันพอๆ กัน ไม่ว่าใครผิด ไม่ว่าใครถูก มันพูดยาก แต่ ณ เวลาที่เราเข้ามามันเกิดความสูญเสียแล้ว หากยุติตั้งแต่จุดนั้น จะไม่เกิดความสูญเสียเพิ่มอีก 10-20 ศพ
“การเจรจาอาจช่วยหยุดได้เพียงส่วนหนึ่ง เพราะขณะนั้นก็เกิดความสูญเสียไปแล้วส่วนหนึ่ง ผมย้ำว่าไม่มีใครถูก ใครผิด นี่คือความพยายามสูงสุด ทหารที่อยู่ในอำนาจวันนี้มีความบริสุทธิ์ใจ หวังดีต่อประเทศชาติ อยากเห็นความสงบสุข ต้องการให้นักการเมืองสู้กันในกรอบกติกา สิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่นี้คือการสร้างกติกาขึ้นใหม่ อาจจะมีมาตรการป้องกันคนไม่ดี ซึ่งจะทำให้มันดีกว่าเดิมแน่นอน”
จากปี 2553 มาถึงปี 2557 เวลาได้นำพาให้ พล.อ.เลิศรัตน์ ต้องมาทำหน้าที่มือประสานสิบทิศอีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนจากที่เป็น สว.มาเป็นในฐานะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนเวทีการพูดคุยจากพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองมาเป็นในรัฐสภา แต่ถึงเวลาและสถานที่จะเปลี่ยนแปลงไป สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน คือ การทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกระบวนการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของการทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับการยอมรับและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
พล.อ.เลิศรัตน์ พูดถึงเรื่องนี้ว่า ที่ผ่านมาคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้เชิญพรรคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงกลุ่มการเมืองต่างๆ ด้วย เช่น กลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และกลุ่ม นปช. เป็นต้น มาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ก็พบว่ายังมีปัญหาและอุปสรรคพอสมควร โดยขณะนี้เข้าใจว่าพรรคการเมืองมีข้อจำกัดบางประการ อย่างพรรคเพื่อไทยได้ทำหนังสือแจ้งมาแล้วว่า ขอเวลาในการประชุมหารือก่อน และต้องได้รับการอนุญาตจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามกฎอัยการศึก
“หากจะไม่เข้าร่วมจริงก็เป็นสิทธิของพรรค การเข้าร่วมกับคณะกรรมาธิการมีแต่ประโยชน์อย่างเดียว ไม่ได้มีผลเสียแต่อย่างใด เพื่อจะได้นำความคิดเห็นมานำเสนอและแลกเปลี่ยนกัน อย่างว่าในแต่ละพรรคมีคนที่ตั้งท่าอยู่ เราห้ามเขาไม่ได้ ถ้าเขาไม่มาจริงๆ ผมก็ต้องหาวิธีอื่น ไปกินข้าวกับเขา ถามเขาว่าจะเอาแบบไหน มันทำได้อีกหลายวิธี เพราะก็รู้จักกันทุกคน ทุกฝั่งทุกฝ่ายไม่มีปัญหาอะไร เราพยายามจะสะท้อนความคิดของเขา ปัญหาของเขา มาเป็นส่วนหนึ่งของ กมธ.ยกร่างฯ” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
เสธ.อู้ บอกอีกว่า จริงๆ มีแผนและขั้นตอนที่จะเดินสายไปพบกับกลุ่มต่างๆ แต่คณะกรรมาธิการเห็นว่าในชั้นนี้ควรเชิญกลุ่มต่างๆ มาพูดคุยก่อน เอาไว้เมื่อคณะกรรมาธิการได้ร่างรัฐธรรมนูญไปสักระยะหนึ่งแล้ว จึงค่อยนำข้อมูลที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไปถามความเห็นกลุ่มต่างๆ อีกครั้ง
“สมาชิกท่านอื่นมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เช่น สมาชิกที่เป็นนักวิชาการ แต่ส่วนผมเคยเป็นข้าราชการทหาร และเคยปฏิบัติงานในรัฐสภา ก็คิดว่าน่าจะสามารถเชื่อมประสานทุกฝ่ายให้เกิดความราบรื่น แต่เฉพาะการประสานงานอย่างเดียวไม่สามารถทำให้การแก้ไขความขัดแย้งนั้นสำเร็จ ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่จะสร้างความเป็นหนึ่งเดียว ไม่อย่างนั้นประเทศไทยจะยิ่งถอยหลัง จึงอยากให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงเรื่องนี้ เพราะมีความสำคัญเป็นอย่างมาก”
การสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญจำเป็นจะต้องถามกับบุคคลในครอบครัวชินวัตรหรือไม่? พล.อ.เลิศรัตน์ ตอบว่า “ตั้งใจจะถามพรรค ไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล หากทำอย่างนั้นจะยุ่ง เพราะมีหลายฝ่ายเหลือเกิน พรรคจะต้องรู้แนวทางของตนอยู่แล้ว ไม่ต้องไปถามอดีตหัวหน้าพรรค”
ในที่นี้ พล.อ.เลิศรัตน์ ได้ย้ำเกี่ยวกับการเขียนรัฐธรรมนูญว่า การเขียนรัฐธรรมนูญจะต้องมาจากประเด็นปัญหา ไม่ใช่การร่างรัฐธรรมนูญโดยหยิบรัฐธรรมนูญเก่ามาปรับแก้ใหม่ ซึ่งต้องย้อนพิจารณาไปถึงวิกฤตชาติในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราต้องเชิญหลายกลุ่มเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของปัญหาที่เกิดขึ้น
“บางอย่างมันซ่อนอยู่ในหัวใจของเขา ทำไมเสื้อแดงเขาต้องมาเดินอยู่บนถนนในปี 2553 และทำไม กปปส.จะต้องออกมาประท้วงในปี 2556 เพราะเขามีความคับแค้นที่ซ่อนลึกกว่าที่พูดบนเวที บนเวทีส่วนหนึ่ง ในหัวใจก็มีอีก ฉะนั้นเขาจะมาเปิดอกกับเรา มาชี้แจงให้เราเห็นว่าเขาคิดอย่างไร รัฐธรรมนูญมันเป็นจุดเริ่มต้นของกติกา ถ้าเกิดมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ยอมรับอย่างรุนแรง ประเทศก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้
“คนไทยด้วยกันไม่ควรฆ่าฟันกันเอง ยุคสมัยที่ฆ่าฟันกันเองนี่มันนานมากแล้ว หากเรายึดความเป็นไทย ยึดพระบรมราโชวาทที่ว่า รู้รักสามัคคี คิดว่าพวกเราทุกคนก็จะอยู่ร่วมกันด้วยความสันติ เพื่อช่วยกันและร่วมมือสร้างประเทศแข่งขันกับนานาประเทศในอนาคต”
พล.อ.เลิศรัตน์ สรุปว่า คณะกรรมาธิการได้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเสนอข้อคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคกลางๆ รวมถึง นปช.และ กปปส. และเชื่อเหลือเกินว่าคณะกรรมาธิการมีความบริสุทธิ์ใจที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ทุกฝ่ายยอมรับและเกิดความปรองดองอย่างแท้จริง เพื่อให้ปัญหาจบลง ซึ่งที่สำคัญที่สุดเราไม่เคยมีการตั้งธงใดๆ หรือทำพิมพ์เขียวมาก่อนทั้งสิ้น
“ผมพูดในที่ประชุมตลอดว่า หากรัฐธรรมนูญออกมาแล้วมวลชนส่วนหนึ่งต่อต้าน เท่ากับเราทำงานไม่สำเร็จ ฉะนั้นการรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เราเชิญหลายฝ่ายมาทำพิมพ์เขียวร่วมกัน เราไม่มีพิมพ์เขียวอะไร กรอบการร่างรัฐธรรมนูญก็สร้างขึ้นใหม่ ทุกอย่างก็ยังอยู่ในความคิดที่ต้องช่วยกันระดมออกมาเพื่อบ้านเมือง” พล.อ.เลิศรัตน์ ทิ้งท้าย







