
พรรคการเมืองหนุนนายกฯมาจากสภา
พล.อ.เลิศรัตน์เผยพรรคการเมืองตอบรับและส่งความเห็นกลับมาที่สภาปฎิรูปฯแล้วหนุนเลือกนายกฯ จากสภา
พล.อ.เลิศรัตน์เผยพรรคการเมืองตอบรับและส่งความเห็นกลับมาที่สภาปฎิรูปฯแล้วหนุนเลือกนายกฯ จากสภา
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ประสานเพื่อรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ องค์กรอื่นๆ ในกมธ.ยกร่างรัฐะรรมนูญ เปิดเผยถึงผลการรับฟังความเห็นจาก 74 พรรคการเมืองและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ผ่านทางจดหมาย ว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ตอบรับและส่งความเห็นตามชุดคำถามที่ อนุ กมธ. ประสานเพื่อรับความคิดเห็นฯ เสนอ จำนวน 23 พรรคการเมือง อาทิ พรรคเพื่อไทย ที่มีนายชูศักดิ์ ศิรินิล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยนำส่ง, พรรคชาติพัฒนา, พรรคชาติไทยพัฒนา, พรรคภูมิใจไทย, พรรคพลังชล, พรรคมาตุภูมิ, พรรคความหวังใหม่, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคมหาประชาชน, พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า, พรรคพลังคนกีฬา, พรรคเพื่อฟ้าดิน, พรรคเพื่อสหกรณ์, พรรคไทยรักธรรม , พรรคปฏิรูปไทย, พรรคเพื่อชีวิตใหม่, พรรคประชาสันติ, พรรคเมืองไทยของเรา, พรรคพลังไทยรักชาติ, พรรคพลังท้องถิ่นไทย, พรรคชาติฃสามัคคี,พรรคเพื่อธรรม และ พรรคกิจสังคม โดยสามารถสรุปผลประเมินตามแบบสอบถามได้ดังนี้
1. รูปแบบของสภา โดยพรรคการเมือง เห็นด้วยกับรูปแบบของสถา 2 สภา คือ วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร มากที่สุด เป็น 15 พรรคการเมือง รองลงมาเห็นด้วยกับรูปแบบ 3 สภา คือ วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และสภาประชาชน มีจำนวน 6 พรรคการเมือง
2.จำนวนของส.ส. เห็นด้วยให้มีส.ส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 125 คนหรือไม่ โดยพรรคการเมืองส่วนใหญ่ เห็นด้วยบางส่วน คิดเป็นจำนวน 13 พรรค รองลงมาคือเห็นด้วยทั้งหมด คิดเป็นจำนวน 8 พรรคการเมือง
3.การกำหนดวาระดำรงตำแหน่งของส.ส. โดยเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยให้กำหนดหรือจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง คิดเป็นจำนวน 11 พรรคการเมือง รองลงมาเห็นว่าควรกำหนดให้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อไป คิดเป็นจำนวน 10 พรรค
4.รูปแบบของการเลือกตั้ง ส.ส.แบบเขต พรรคการเมืองเห็นว่าควรเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว สูงสุดคิดเป็นจำนวน 11 พรรคการเมือง รองลงมาคือ เขตละไม่เกิน 3 คน คิดเป็นจำนวน 7 พรรค, 5.คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคกรเมือง โดยพรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย คิดเป็น 13 พรรคการเมือง โดยยกเหตุผลคือต้องการสร้างพรรคการเมืองให้มีความมั่นคง และเป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือซึ่งเป็นหลักของระบอบประชาธิปไตย รองลงมาคือเห็นด้วยกับกรณีที่ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง คิดเป็นจำนวน 4พรรคการเมือง ซึ่งมีเหตุผลคือที่ผ่านมาพรรคการเมืองไม่มีนโยบายที่ชัดเจน และส.ส.ขาดอิสระในการนำเสนอร่างกฎหมายหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์
5.คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ต้องอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง โดยพรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นด้ย คิดเป็น 13 พรรค รองลงมาเห็นด้วยบางส่วน คิดเป็นจำนวน 5 พรรค,
6.การกำหนดวาระดำรงตำแหน่งของส.ว. พรรคการเมืองส่วนใหญ่ เห็นว่าต้องกำหนดไม่เกิน 1 วาระคิดเป็น 11 พรรคการเมือง รองลงมาเห็นว่าไม่ควรกำหนด คิดเป็น 7 พรรค,
7.การกำหนดให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งและสรรหาเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2550 พรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นด้วยบางส่วน คิดเป็น 10 พรรค โดยมีเหตุผล คือ ควรปรับกระบวนการเลือกตั้งและสรรหาใหม่ โดยยึดในส่วนของสายวิชาชีพ รองลงมาไม่เห็นด้วย คิดเป็น 9 พรรคการเมือง
8.การกำหนดให้จำนวน สว.ในแต่ละจังหวัดขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร พรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นด้วยทั้งหมด คิดเป็น 14 พรรคการเมือง รองลงมาไม่เห็นด้วย คิดเป็น 6 พรรค
9.กระบวนการสรรหา ส.ว. ที่ยึดตามรัฐธรรมนูญ 2550 พรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย คิดเป็น 14 พรรคการเมือง เนื่องจากต้องปรับกระบวนการสรรหา โดยเฉพาะกรรมการสรรหาที่ต้องเปิดกว้างและกรรมการสรรหาที่หลากหลายพร้อมยึดโยงกับประชาชน รองลงมา คือเห็นด้วยทั้งหมด มีจำนวนพรรค 5 พรรค,
10. ข้อเสนอต่อการเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยเป็นคำถามปลายเปิด แต่สรุปภาพรวมคือต้องการให้นายกฯ มาจากสภา
สำหรับประเด็นว่าด้วยกระบวนการสรรหา และวารดำรงตำแหน่งของกรรมการในองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นว่าต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการสรรหาโดยมีข้อเสนอให้เปิดกว้างและคณะกรรมการสรรหาต้องมีความหลากหลาย ขณะที่วาระดำรงตำแหน่งเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรลดวาระดำรงตำแหน่งลง เช่น กรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าควรปรับลดจากวาระดำรงตำแหน่ง 9 ปี เป็น 5 ปี เป็นต้น







