
‘เอฟดีไอ’ดันเศรษฐกิจไทย
ดิ อีโคโนมิสต์ สื่อชื่อดัง แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองกับเศรษฐกิจของประเทศไทย ว่า ถึงประเทศไทยจะมีความไม่สงบทางด้านการเมืองมาโดยตลอด นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หรือ ค.ศ. 1932 แต่เศรษฐกิจของประเทศไทยก็ยังมีแรงดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนอยู่ดี
ดิ อีโคโนมิสต์ สื่อชื่อดัง แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองกับเศรษฐกิจของประเทศไทย ว่า ถึงประเทศไทยจะมีความไม่สงบทางด้านการเมืองมาโดยตลอด นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หรือ ค.ศ. 1932 แต่เศรษฐกิจของประเทศไทยก็ยังมีแรงดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนอยู่ดี
ตลอดเวลานับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศไทยมีความไม่สงบทางการเมืองหลายประการ แต่นโยบายทางการเมืองก็ไม่ได้ออกมาขัดขวางไม่ให้ประเทศเปลี่ยนจากการเป็นประเทศเกษตรกรรมไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมสมัยใหม่แต่อย่างใด โดยเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตแตะ 2 หลักในช่วงปี 1982 และชะงักลงตอนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 1997-1998
ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้
ปานกลางค่อนข้างสูง ซึ่งถือว่าเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ทางเวิลด์แบงก์ได้จัดอันดับให้ไทยอยู่อันดับที่ 26 ประเทศง่ายแก่การทำธุรกิจของโลก ซึ่งเป็นอันดับที่ดีขึ้นกว่าปี 2013 ที่อยู่อันดับที่ 28
นับตั้งแต่ปี 2006 แม้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย ถือว่าชะลอตัวลง แต่ก็ยังถือว่าใหญ่กว่าเศรษฐกิจของกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม และการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในประเทศไทย (เอฟดีไอ) ก็ยังคงเข้าลงทุนในประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการลงทุนจากบริษัทญี่ปุ่น
อีโคโนมิสต์ ระบุว่า ถ้าหากเศรษฐกิจของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการลงทุนของต่างชาติ ประเทศนั้นคงเป็นประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งเกิดเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ บริษัทญี่ปุ่นต่างๆ ยังคงลงทุนอยู่ในประเทศไทยและลงทุนเพิ่มเกือบ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 9.6 แสนล้านบาท) เพื่อซ่อมแซมฐานการผลิตที่เสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนั้น
การลงทุนของบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นในครั้งนั้นยังถือว่ามากกว่าเอฟดีไอจากสหรัฐนับตั้งแต่สงครามเวียดนาม รวมถึงเอฟดีไอจากจีนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนนับตั้งแต่ปี 1997 นั้น ทางอีโคโนมิสต์ ระบุว่า ไม่ค่อยประทับใจนัก และเป็นสาเหตุของปัญหาทางการเมืองในปัจจุบัน คือการกระจายรายได้ไม่เท่าเทียม รวมถึงระบบการศึกษาที่ล้มเหลว นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุอีกด้วย
ประเทศไทยแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน คือ สังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบของการเติบโตอย่างรวดเร็วของสังคมผู้สูงอายุ โดยในปัจจุบันมีเพียง 3 ใน 10 ของประชากรไทยที่เป็นแรงงาน ถือว่าน้อยลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับปี 1970 ที่มีสัดส่วนปริมาณมากถึง 8 ใน 10 ของประชากรทั้งหมด
อาจเรียกได้ว่า ประเทศไทยตกเป็นเหยื่อของความสำเร็จในการคุมกำเนิดประชากร โดยอัตราการเกิดของประชากรไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 1.5% ซึ่งถือว่าปรับตัวน้อยลงอย่างรุนแรง เมื่อเทียบกับปี 1970 ที่อยู่ที่ 6% ส่งผลให้ประเทศไทยขาดแรงงานที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานนั่นเอง
ถึงกระนั้น จากข้อมูลทางการของไทย อัตราการว่างงานในประเทศนับว่าน้อยกว่า 1% ซึ่งเป็นผลมาจากแรงงานต่างด้าวจากพม่าและกัมพูชาหลายล้านคนได้เข้ามาทำงานในประเทศไทย
อีโคโนมิสต์แสดงทัศนะว่า เศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะประเทศไหน ล้วนขับเคลื่อนจากการลงทุนหรือการเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งการลงทุนจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการบริการสาธารณสุขหรือการพัฒนาและปฏิรูปการศึกษา จำเป็นต้องอาศัยภาษีจากประชาชน
แต่กลับพบว่าในประเทศไทยมีเพียง 1 ใน 10 ของชนชั้นกลางที่จ่ายภาษีอย่างถูกต้องเท่านั้น และการแก้ปัญหาให้ประชาชนจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง จำเป็นต้องพึ่งพาฝ่ายการเมือง
ดังนั้น สุดท้ายแล้วปัญหาจึงวนมาบรรจบที่ภาคการเมืองในท้ายที่สุด ซึ่งก็อยู่ในภาวะความไม่สงบตลอดมา







