
คลอดกม.ชุดใหญ่ต้นปีหน้าสร้างดิจิทัล อีโคโนมี
พรชัย รุจิประภา รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า การทำดิจิทัล อีโคโนมี ให้เกิดผลรวดเร็วที่สุดในประเทศไทย คือ การจัดทำกฎหมายให้รองรับ โดยเดือน ม.ค.นี้ เตรียมผลักดันกฎหมาย 2 ฉบับ เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการเศรษฐกิจดิจิทัล พ.ศ. ... 2.ร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ... ซึ่งเมื่อมีกฎหมายแล้ว จะรองรับการจัดตั้งคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน มีคณะทำงานประกอบด้วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ และภาคเอกชน เพื่อร่วมกำหนด นโยบายและทิศทางต่างๆ
พรชัย รุจิประภา รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า การทำดิจิทัล อีโคโนมี ให้เกิดผลรวดเร็วที่สุดในประเทศไทย คือ การจัดทำกฎหมายให้รองรับ โดยเดือน ม.ค.นี้ เตรียมผลักดันกฎหมาย 2 ฉบับ เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการเศรษฐกิจดิจิทัล พ.ศ. ... 2.ร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ... ซึ่งเมื่อมีกฎหมายแล้ว จะรองรับการจัดตั้งคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน มีคณะทำงานประกอบด้วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ และภาคเอกชน เพื่อร่วมกำหนด นโยบายและทิศทางต่างๆ
รวมทั้งจะมีการจัดตั้งกรมเศรษฐกิจดิจิทัล ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อดูแลโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั้งหมด พร้อมกันนี้กระทรวงไอซีทีจะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เชื่อมั่นว่าจะสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และบูรณาการโครงสร้างหลักพื้นฐานของประเทศไทยได้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปีข้างหน้า
หลังจากนี้จะเร่งผลักดันกฎหมายอีก 6-7 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ... 2.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น 3.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 4.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ... 5.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมและกิจการการค้าด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พ.ศ. ... 6.ร่าง พ.ร.บ.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ... ให้เข้าสู่สนช.โดยเร็วที่สุด เชื่อมั่นว่าจะมีผลทางกฎหมายใน 1 ปีข้างหน้า และทำให้ดิจิทัล อีโคโนมี เข้าถึงทุกส่วนของประเทศไทย
ขณะที่การบูรณาการการวางโครงข่ายพื้นฐานของประเทศไทยใหม่นั้น ได้เชิญหน่วยงานรัฐ เอกชน มาร่วมวางโครงข่ายด้วยกัน โดยกระทรวงได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อร่วมบูรณาการการวางโครงข่ายของประเทศให้เกิดประโยชน์และไม่ทับซ้อน ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกทั่วประเทศรวม 2 แสนกิโลเมตร สามารถเข้าถึงตำบลได้ทั่วประเทศแล้ว แต่มีปัญหาสายปลายทางที่ยังไม่เชื่อมต่อถึงหมู่บ้าน หากมีการบูรณาการโครงข่ายทั้งหมด จะสามารถเข้าถึงหมู่บ้านทั่วประเทศได้ใน 2 ปีข้างหน้า คาดว่าปี 2558 จะเข้าถึงในสัดส่วน 70-80%
อย่างไรก็ตาม การวางโครงข่ายของประเทศไทยนั้นจะต้องมีบริษัท กสท โทรคมนาคม และบริษัท ทีโอที มาร่วมลงทุนเพื่อวางโครงข่ายในประเทศเพื่อเชื่อมต่อกัน รวมทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้านครหลวง ที่ได้วางโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับหน่วยงานอื่นจำนวนมาก จึงต้องเร่งดำเนินการให้เชื่อมต่อโครงข่ายร่วมกัน และจะต้องเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน โครงข่าย National backbone ของประเทศต่อไป







