
แบงก์ไทยลุยนอกเพื่อความอยู่รอด
บรรยากาศทางการเมืองที่วุ่นวายเมื่อช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ที่สร้างความเสียหายให้กับการค้าการลงทุน กอปรกับความเคลื่อนไหวของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่จะรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ทำให้สถาบันการเงินของไทยหลายแห่งตัดสินใจปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด
บรรยากาศทางการเมืองที่วุ่นวายเมื่อช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ที่สร้างความเสียหายให้กับการค้าการลงทุน กอปรกับความเคลื่อนไหวของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่จะรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ทำให้สถาบันการเงินของไทยหลายแห่งตัดสินใจปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด
รอยเตอร์ส รายงานว่า ธนาคารรายใหญ่ของไทยหลายแห่งได้ขยายสาขาเข้าไปยังตลาดใหม่ในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง อันประกอบด้วย ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม อีกทั้งยังรวมถึงมณฑลทางใต้ของจีนอีกด้วย เพื่อการเติบโตที่ดีในระยะยาว
ธนาคารรายใหญ่หลายแห่ง เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงไทย นับเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินจากไทยที่ลงทุนเปิดสาขาใหม่ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อขยายโอกาสการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจไทยที่เข้าไปบุกเบิกธุรกิจในกลุ่มประเทศเหล่านั้นแล้วก่อนหน้านี้
ไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ ให้สัมภาษณ์แก่รอยเตอร์ส ว่า การขยายสาขาของธนาคารไปยังที่ที่คุ้นเคยย่อมมีความเสี่ยงเป็นเรื่องธรรมดา ทว่าหากลูกค้าได้บุกเบิกไว้แล้วและธนาคารตามไปทีหลัง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงบางอย่างได้
ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) จากไทยที่ไหลสู่กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงเมื่อปี 2013 มีสัดส่วนสูงถึง 936 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8,924 ล้านบาท) ถือว่าสูงที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2009-2010 ขณะที่การรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจในปี 2015 ที่จะถึงนี้ จะกลายเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการชาวไทยและธนาคารไทยเข้าไปขยายธุรกิจในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีขนาดรวมกันเกือบเท่าขนาดของเศรษฐกิจไทย
สื่อชื่อดังระบุอ้างนักวิเคราะห์ว่า ความสำเร็จของธนาคารในประเทศไทยขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถรักษาความแข็งแกร่งที่มีอยู่ในขณะนี้ไว้ได้นานเท่าไร ขณะที่อัตราการกู้ยืมภายในประเทศและสัดส่วนเงินฝากลดลงตามทิศทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งภาวะทุนสำรองที่ลดลงอาจกลายเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับแผนการขยายธุรกิจ
นอกจากนี้ รอยเตอร์สยังได้ฉายภาพให้เห็นการขยายตัวของธนาคารไทยในต่างแดน โดยยกตัวอย่างแผนการเพิ่มพนักงานขึ้นเป็น 2 เท่า ทั้งในอาเซียนและในจีนของธนาคารกสิกรไทย หลังจากที่ลงทุนเปิดสาขาใหม่ในลาวไป ด้านธนาคารกรุงเทพซึ่งมีสัดส่วนการกู้ยืมจากต่างชาติ 16-17% ของสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อทั้งหมด มีแผนที่จะเปิดสาขาในกรุงพนมเปญของกัมพูชา และเป็นธนาคารไทยเพียงแห่งเดียวที่มีใบอนุญาตดำเนินธุรกิจการเงินในพม่า
อย่างไรก็ดี ภาวะความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงครึ่งปีแรก และความเคลื่อนไหวควบคุมอำนาจรัฐบาลของกองทัพ ทำให้การลงทุนโดยตรงของไทยในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงลดลง 13.46% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2014 อยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท
เช่นเดียวกัน ความวุ่นวายทางการเมืองยังบ่อนทำลายภาวะสินเชื่อขยายตัวอย่างรวดเร็วในไทยที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มสูงขึ้น ทำสถิติสูงที่สุดในรอบ 4 ปี จากกรณีที่ครัวเรือนชำระหนี้ได้ยากขึ้น
กรณีดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ให้ต่ำที่สุดในอาเซียน
กระนั้นก็ตาม ภาคการเงินของไทยยังมีสัดส่วนทุนสำรองในระดับดี ซึ่งเป็นกำแพงป้องกันหนี้เสียได้ดีกว่าช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997-1998 โดยอัตราส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงต่อเงินกองทุน (ซีเออาร์) ของธนาคารขนาดใหญ่ในไทยมีสูงถึง 15.85-18.70%
พร้อมกันนั้นจากการเก็บข้อมูลของรอยเตอร์ส หุ้นของธนาคารไทยยังมีสัดส่วนผลตอบแทนดีที่สุดเมื่อปีที่ผ่านมาที่ 21.4%
สื่อชื่อดังทิ้งท้ายไว้ว่า การแข่งขันทางด้านการเงินในอาเซียนกำลังเพิ่มสูงขึ้น เพราะขณะที่ธนาคารไทยกำลังหาโอกาสในการขยายการลงทุนในต่างชาติ ต่างชาติก็หาโอกาสลงทุนในไทยเช่นกัน อาทิ ธนาคารมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ของญี่ปุ่น ได้เข้ามาถือหุ้นของธนาคารกรุงศรีอยุธยาถึง 72% ในปี 2013







