posttoday
เศรษฐกิจกับนโยบายการเงิน

เศรษฐกิจกับนโยบายการเงิน

04 ธันวาคม 2557

อีกสิบกว่าวันจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ผมไม่ได้ยุ่งเรื่องนโยบายการเงินมานานแล้ว วันนี้มีเรื่องอยากฝากกรรมการ กนง.แต่เนิ่นๆ ให้ช่วยพิจารณาด้วย ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน

อีกสิบกว่าวันจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ผมไม่ได้ยุ่งเรื่องนโยบายการเงินมานานแล้ว วันนี้มีเรื่องอยากฝากกรรมการ กนง.แต่เนิ่นๆ ให้ช่วยพิจารณาด้วย ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน

ก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลนี้อยู่มาเกือบครึ่งปีแล้ว ที่ผ่านมามีผลงานเด่นชัดด้านรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ส่วนการปฏิรูปการเมืองก็มีความคืบหน้าเป็นลำดับ เหลือแต่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้นที่ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน ตัวเลขจีดีพีและการส่งออกที่ประกาศออกมาล่าสุดก็ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

ผมเห็นใจรัฐบาลที่ตั้งอกตั้งใจทำงานด้วยความเสียสละ แต่ก็ยังไม่มีผลงานด้านเศรษฐกิจให้ประชาชนได้ชื่นชม หลายคนช่วยกันภาวนาให้รัฐบาลประสบความสำเร็จ จะได้นำพาประเทศชาติให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของกลุ่มธุรกิจการเมืองที่เตรียมพร้อมจะกลับมาโกงบ้านกินเมืองอีกครั้งหลังมีการเลือกตั้ง

เช้าวันนี้ (4 ธ.ค. 2557) หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์จัดสัมมนาเรื่อง...เศรษฐกิจดิจิตอล พลิกโฉมประเทศไทย โดยมีนายกรัฐมนตรีให้เกียรติไปเปิดงาน ผมก็หวังว่าจะมีนโยบายและมาตรการใหม่ๆ ออกมา ซึ่งจะส่งสัญญาณการฟื้นตัวให้ชาวไทยและชาวโลกเห็น จะได้ไม่มีคำถามค้างคาใจอีกต่อไป

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับ กนง. ท่านอาจจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ท่านไม่เกี่ยว ที่ผ่านมาท่านก็ได้ทำในสิ่งที่ท่านคิดว่าเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างเต็มที่แล้ว คือได้ลดอัตราดอกเบี้ยลงมาเป็นลำดับ จนปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำมาก เกือบจะไม่เพียงพอชดเชยอัตราการเฟ้อของเงินอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังอยากให้ท่านพิจารณาทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างละเอียดรอบคอบอีกครั้ง ดังนี้

ขอพูดเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนก่อนนะครับ ผมได้ยินหลายคนพูดว่า เงินบาทในช่วง 2-3 เดือนมานี้อ่อนค่าลงมาก น่าจะเป็นประโยชน์กับการส่งออก ซึ่งทุกครั้งที่ได้ยิน ผมก็อดไม่ได้ที่จะอธิบายให้คนพูดฟังว่า ภาพที่เราเห็นว่าอ่อน มันอ่อนลงเฉพาะเมื่อเปรียบกับเงินเหรียญสหรัฐและสกุลที่ผูกติดกับเงินเหรียญสหรัฐ เช่น เงินเหรียญฮ่องกง แต่เมื่อเปรียบกับสกุลอื่นๆ ที่เหลือเกือบทั้งโลก เงินบาทแข็งขึ้น ไม่ได้แข็งแบบธรรมดา แต่แข็งในระดับแนวหน้าเลยทีเดียว

สกุลที่ผมชอบยกขึ้นมาเปรียบเทียบมากที่สุดสกุลหนึ่ง คือเงินริงกิตของมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด พรมแดนติดกับเรา และมีความสัมพันธ์กับเราทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองค่อนข้างมาก ก่อนหน้านี้ 1 ริงกิตเคยมีค่าเกิน 10 บาทเล็กน้อย แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 9.5-9.6 เท่านั้น หากจะให้กลับไปใกล้เคียงกับของเดิม อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินเหรียญสหรัฐจะต้องอยู่ในระดับประมาณ 35 หรือเงินบาทต้องอ่อนค่าลงจากระดับปัจจุบันถึงประมาณ 2 บาท/เหรียญสหรัฐ

อีกสกุลหนึ่งที่พูดถึงกันบ่อยคือเงินเยนของญี่ปุ่น เนื่องจากช่วงนี้คนไทยไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นกันมาก เพราะนอกจากจะเที่ยวสนุกและอาหารอร่อยแล้ว ข้าวของยังราคาถูกกว่าเมืองไทยเสียอีก ก็ทำไมจะไม่ให้รู้สึกว่าถูก ในเมื่อ 100 เยนเคยมีค่ากว่า 30 บาท เดี๋ยวนี้เหลือไม่ถึง 28 บาทด้วยซ้ำไปแน่นอนว่าในอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ผู้ส่งออกที่ขายเป็นเงินเหรียญสหรัฐและยังไม่ถูกลูกค้าต่อรองหรือกดราคา จะรู้สึกพอใจว่าเพียงแค่นี้ก็มีรายได้มากขึ้นแล้ว แต่หากมองในระดับมหภาค เรากำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศอื่นๆ เกือบทั้งโลก

ผมอยากขอให้กรรมการ กนง. แต่ละท่านช่วยพิจารณาประเด็นนี้ให้ดี เพื่อที่นโยบายการเงินในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนจะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล อย่าให้ใครมากล่าวหาได้ในภายหลังว่าอัตราแลกเปลี่ยนไม่เอื้อต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ถ้ายังเป็นห่วงว่าเงินบาทอ่อนกว่านี้จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ ก็ต้องแนะนำว่าควรล้มเลิกความคิดแบบนี้ได้แล้ว เพราะมันสวนกระแสโลกและสวนทางการข้อเท็จจริงตลอดหลายปีที่ผ่านมา เห็นตัวอย่างได้ชัดจากกลุ่มประเทศที่เป็นแกนหลักเศรษฐกิจโลก คือสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น นอกจากดอกเบี้ยจะเกือบเป็นศูนย์มาหลายปีแล้ว ยังต้องทำคิวอีหรือการผ่อนปรนเชิงปริมาณรวมกันหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อกระตุ้นให้เงินเฟ้อกลับมา แต่ยังไม่สำเร็จ

คนเดินถนนในเมืองไทยชอบบ่นว่าของแพง เช่น ข้าวแกงเคยจานละ 25 บาท แต่เดี๋ยวนี้ 30 บาท ที่จริงเป็นเรื่องธรรมดาที่ราคาของบางอย่างสูงขึ้น บางอย่างต่ำลง แต่ธรรมชาติของมนุษย์ทำให้คนซื้อของแพงบ่น ส่วนคนซื้อของถูกนิ่งเฉย ประเด็นที่คนกำกับดูแลนโยบายควรเป็นห่วงคือค่าเฉลี่ย หรือตัวเลขเงินเฟ้อนั่นเอง ซึ่งที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ

ผมเชื่อว่าถึงอัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ระดับ 35-36 บาท/เหรียญสหรัฐ เงินเฟ้อก็จะยังคงอยู่ในระดับต่ำตามเดิม เพราะต้นทุนที่มีความสำคัญสูงคือพลังงานมีราคาต่ำลงมามากเงินบาทอ่อนลงนอกจากจะช่วยเรื่องความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมผลิตและการส่งออกแล้ว ยังจะช่วยในเรื่องราคาพืชผลเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น มีเงินจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนมากขึ้น

เรื่องต่อมาคือเรื่องอัตราดอกเบี้ย ต้องบอกก่อนว่าส่วนตัวผมไม่ได้ติดใจเรื่องระดับอัตราดอกเบี้ยมากนัก หาก ธปท.กับ กนง.สามารถจัดการเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนได้

ที่พูดเช่นนี้เพราะผมเชื่อเช่นเดียวกับผู้บริหาร ธปท. และกรรมการ กนง. ว่าอัตราดอกเบี้ยในระดับนี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพราะนอกจากธุรกิจไทยจะคุ้นเคยกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่านี้แล้ว อัตราปัจจุบันยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ด้วย

ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ แม้อัตราดอกเบี้ยของเราจะต่ำ แต่ก็ยังสูงกว่าอัตราของสกุลหลักทั้ง 3 สกุลที่อยู่ในระดับใกล้ศูนย์เป็นอันมาก ทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลเข้าเพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ย ส่งผลต่อเนื่องให้ค่าเงินแข็ง ซึ่งที่ผ่านมาทั้งรัฐบาลและ ธปท. ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการสกัดการไหลเข้าของเงินทุนประเภทนี้

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากสื่อไปถึงกรรมการ กนง. ทุกคนว่า หากท่านมีวิธีจัดการกับปัญหาค่าเงินแล้ว อยากจะคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ที่ 2% ต่อปีต่อไปผมก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้ายังหาทางออกไม่เจอ ผมก็แนะนำให้ยอมลดดอกเบี้ย

อย่ากังวลว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะติดลบ เพราะแม้แต่ธนาคารกลางของทั้ง 3 สกุลหลัก ทุกวันนี้เขาก็เป็นห่วงเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่า เห็นได้ชัดจากการที่เขาตั้งเป้าอัตราเงินเฟ้อขั้นต่ำไว้ที่ 2% ในขณะที่คงดอกเบี้ยไว้ใกล้ศูนย์ หรืออีกนัยหนึ่ง เขาตั้งเป้าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นลบนั่นเอง

ระบบเศรษฐกิจและการเงินของเราเล็กเกินกว่าที่จะไปสวนกระแสโลก ผมเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ถ้าชี้แจงกันตรงๆ ถึงเหตุและผล สังคมก็พร้อมที่จะเข้าใจที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ หากยอมปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายของ ธปท.ในการดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินก็จะได้ลดลงด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท