posttoday
กล้าพอไหม

กล้าพอไหม

04 ธันวาคม 2557

การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นหรือ “ปราบโกง” ถือเป็นโจทย์สำคัญข้อหนึ่งของการปฏิรูปประเทศไทยงวดนี้เลยทีเดียว

การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นหรือ “ปราบโกง” ถือเป็นโจทย์สำคัญข้อหนึ่งของการปฏิรูปประเทศไทยงวดนี้เลยทีเดียว

ส่วนตัวผมได้เห็นข่าวตั้งแต่กรณีโจรปล้นบ้าน “ปลัดกระทรวงใหญ่” พบเงินสดมูลค่านับพันล้านบาทภายในบ้าน สุดท้ายคดีพลิกจากคดียกเค้าธรรมดาๆ กลายเป็นต้องมาไล่เบี้ยที่มาที่ไปทรัพย์สินของท่านปลัดคนนั้น

จนเมื่อไม่กี่วันก่อนก็มีการจับกุมดำเนินคดีกับ “ตำรวจระดับบิ๊ก” พร้อมเพื่อนร่วมก๊วน คราวนี้หนักกว่า ค้นพบทั้งเงินในประเทศ-เงินต่างประเทศ พร้อมวัตถุสิ่งของมีค่ามากมายมหาศาล จนแทบประเมินค่าไม่ได้

ตลอดจนไปถึงการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของผู้มีอำนาจในขณะนี้ ทั้งในส่วนของ ครม. หรือสมาชิก สนช.ที่ผ่านหูผ่านตากันไปแล้ว ข้าราชการ-ทหาร-ตำรวจแต่ละคนก็รวยจนลดหลั่นกันไปตามสภาพ แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มข้าราชการหลายคนก็กระเป๋าตุงไม่แพ้เหล่าคหบดี หรือแม้แต่พวกไฮโซ-ไฮซ้อ-มหาเศรษฐี

แสดงให้เห็นแล้วว่า “ข้าราชการไทย” รวยกว่าที่คิด

คำถามมีว่า ข้าราชการไทยร่ำรวยขนาดนี้ได้อย่างไร? ลำพังทำงานกินเงินหลวง จนไปถึงบำเหน็จบำนาญต่างๆ ก็คงไม่ทำให้ใครรวยได้ถึงหลักร้อยล้านพันล้าน ถ้าพื้นฐานทางบ้านไม่ดี ไม่ได้เป็นเศรษฐีมาก่อน หรือไม่ฟลุกขายที่ดินได้หลายร้อยล้านเหมือนบางคน

แต่ถ้าใครคนไหนรวยขึ้นมาในระหว่างรับราชการอยู่ ใครรับจ๊อบ ใครถูกหวยรวยหุ้น ก็ขอท้าให้เอาหลักฐานการเสียภาษีประจำปีมายืนยันเสียหน่อย ก็จะถือเป็นวิทยาทานให้แก่คนรุ่นหลัง และจะเป็นคุณูปการอย่างยิ่งแก่ประเทศไทย คนดีๆ เด็กเก่งๆ จะได้ไม่รังเกียจรังงอนที่จะเข้าไปเป็นข้าราชการ ลบค่านิยมเก่าๆ ที่ว่าข้าราชการทำงานถึงเกษียณก็ยังจนอยู่อย่างนั้น บางคนมีหนี้สินติดตัวพะรุงพะรังมาอีกต่างหาก หรืออย่างข่าวข้าราชการฆ่าตัวตายหนีหนี้ก็มีให้เห็นบ่อย

ถ้ายังตอบหรือชี้แจงไม่ได้ว่ารวยมาจากไหน ก็เลี่ยงไม่ได้ที่คนจะคิดว่าร่ำรวยกันมาจากวิทยายุทธ “รับส่วย-กินหัวคิว”

ก็เฝ้าคอยอย่างมีความหวังว่า “รัฐบาล คสช.” จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้เห็นเสียที เพราะไม่ว่าผู้มีอำนาจกี่ยุคกี่สมัยก็เห็นพูดพร่ำว่า จะปราบโกงๆ แต่ก็ไม่เคยมีใครทำได้จริงๆเสียที ในทางกลับกัน “เงินทอน” หรือเปอร์เซ็นต์เรียกรับผลประโยชน์จากโครงการของภาครัฐกลับพุ่งพรวดๆ ราวกับติดจรวด

สมัยก่อนร้อยนึงชัก 5-10 บาท สมัยนี้หน้ามืดกินกันไปได้ 40-50 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่างาน เรียกว่าตอนเขียนโครงการตั้งงบประมาณนี่บวกกันแบบสนั่นหวั่นไหว อย่างงบขุดบ่อน้ำนี่แทบจะเอาไปขุดทะเลสาบได้เลย ยังไม่รวมพวกหากินแบบเบี้ยบ้ายรายทางอีก

การที่รัฐบาลท่านประยุทธ์กำลังจะออก “กฎหมายภาษีมรดก” ซึ่งดูจะเป็นที่สนใจกันในตอนนี้ ในทางตรงคงไม่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น แต่หวังที่จะลดความเหลื่อมล้ำหรือเพื่อการเก็บรายได้ประเทศเพิ่ม กฎหมายที่ว่าจึงไม่อาจแก้ปัญหา ไม่อาจตอบโจทย์เรื่องการปราบโกงได้อย่างแน่นอน แถมอาจเป็นการเปิดช่องให้เศรษฐีทั้งหลายขนเงินไปเก็บไว้ต่างประเทศ ยกโขยงกันไปฝากแบงก์นอก ก็ไม่รู้ว่ามีคณะเนติบริกรคิดหาทางป้องกันเรื่องแบบนี้ไว้บ้างหรือยัง

ไหนๆ รัฐบาล คสช.ก็จะระดมออกกฎหมายที่จะทำให้พูดได้ว่า เข้ามาสร้างความเป็นธรรมให้เกิดกับสังคมและประเทศไทยแล้ว ในความคิดผมเมื่อเลือกเดินทางนี้ ทำทั้งทีก็น่าจะออกแบบกฎหมายให้สามารถป้องกันและแก้การทุจริตคอร์รัปชั่นได้ด้วย นอกจากกฎหมายการเก็บภาษีมรดกแล้ว ควรจะเร่งออกกฎหมายภาษีการครอบครองที่ดินด้วย อย่างน้อยก็เป็นทางหนึ่งในการป้องกันการเล่นแร่แปรธาตุ และป้องกันการนำเงินสกปรกเข้ามาในระบบ

ทางหนึ่งที่ผมเสนอและให้ข้อคิดเห็นมาโดยตลอด แต่ก็ไม่มีผู้มีอำนาจยุคไหนสมัยใดขานรับเลย ก็เรื่องการแก้ไข “พ.ร.บ.เงินตรา” ฉบับปัจจุบันที่บัญญัติใช้กันมาตั้งแต่ปี 2501 ที่ผ่านมามีการแก้ไข 2 ครั้ง ก็เมื่อปี 2521 และปี 2545 แต่ก็เป็นการแก้ไขในส่วนของเทคนิคมากกว่าสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าว

หากวันนี้มีผู้ที่คิดดีต่อประเทศชาติและกล้าหาญที่จะรับไปปฏิบัติต่อ ผมก็ขอเสนอประเด็นหลักๆ ในการแก้ไข พ.ร.บ.เงินตราง่ายๆ ไม่กี่ข้อ คือ ให้เพิ่มข้อกำหนดเปลี่ยนรูปแบบหรือสีธนบัตรทุกมูลค่าใหม่ทั้งหมด และต้องนำธนบัตรเก่ามาแลกภายในระยะเวลาที่กำหนดพร้อมแสดงที่มาของเงินนั้นด้วย หากแสดงที่มาที่ไปไม่ได้ ก็ยึดคืนรัฐ

แค่นี้จะรู้เลยว่า ใครร่ำรวยผิดปกติ ใครเอาเงินไปใส่โอ่งฝังไว้หลังบ้านกันบ้าง

ผมไปงานแต่งงานบ่อย หลายงานสนิทสนมกับเจ้าภาพเป็นพิเศษ หลายๆ ครั้งก็จะมีเรื่องเมาท์กันในกลุ่มที่สนิทๆ กันมาเล่า โดยเฉพาะเรื่องเงินใส่ซอง อย่างเรื่องคนนั้นช่วยงานเท่านั้นเท่านี้ แต่ที่เป็นเรื่องโจ๊กแบบตลกร้ายก็บางงาน คนใส่ซองระดับรัฐมนตรี หรืออดีตรัฐมนตรี ช่วยงานหลายบาทก็จริง แต่ในซองเป็นแบงก์รุ่นเก่า ย้อนไป 3-4 ยุคเลยทีเดียว แบบที่ว่าควรเอาไปเข้าพิพิธภัณฑ์มากกว่า

ที่ผมเสนอแบบนี้เพราะรู้ดีว่า พวกเหลือบไรกินชาติทำกันเป็นกระบวนการ พวกนี้ขี้โกงแถมฉลาดเป็นกรด เวลาจ่ายใต้โต๊ะ-จ่ายส่วย-รับเงินทอน เขาไม่จ่ายกันเป็นเช็ค ไม่โอนเข้าธนาคาร แต่ขนให้กันเป็นเงินสดๆ ข้าราชการ-นักการเมืองคนไหนกิจการดีหน่อย ก็ลำบากต้องถอยโคตรตู้เซฟเอามาใส่เงินโดยเฉพาะ หนักหน่อยก็ต้องตีห้องหับไว้ใส่เงินโดยเฉพาะ หรือใส่โอ่งฝังหลังบ้านก็มี ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

ถ้าแก้กฎหมายเงินตราตามที่ผมเสนอได้จริง คราวนี้แบงก์ที่ซุกกันไว้ในบ้าน บ้านคนขับรถ หรือเซฟเฮาส์ที่ไหน ก็จะกลายเป็นเศษกระดาษไปในทันที ถ้าไม่เอาออกมาแลกในเวลาที่กำหนด แต่ถ้าเอาออกมาแลกก็คงชี้แจงที่มาที่ไปลำบาก คงต้องจ้างนอมินีมาแลกแทนกันเป็นร้อยเป็นพันคน แต่ถ้าไม่ดิ้นรนมาแลกก็เตรียมขนแบงก์เก่าไปชั่งกิโลขาย รุ่นไหนหายากหน่อยก็คงปล่อยขายให้ตลาดนักสะสมได้บ้าง

และถ้าฝันของผมเป็นจริง ประเทศไทยจะรวยขึ้นอีกมาก เงินนอกระบบจะถูกดึงมาอยู่ในระบบ อันไหนแจ้งที่มาไม่ได้ก็ยึดเป็นของรัฐ แล้วก็จะได้รู้ว่าใครรวยเพราะทำมาหากิน ใครรวยเพราะโกงเขามา

แต่ผมคงได้แต่ฝัน เพราะฝันนี้ยากจะเป็นจริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท