posttoday
สุดยอดของการปฏิรูป

สุดยอดของการปฏิรูป

04 ธันวาคม 2557

ภายใต้กระแสปฏิรูปประเทศไทย ประเด็นหนึ่งที่คนไทยแบบชาวบ้านๆ อยากเห็นก็คือ ถ้าทำอะไรใหม่ๆ ยังไม่ได้ อย่างน้อยก็อยากเห็นการเลิกของเก่าที่ชัดเจนว่า มันไม่เวิร์กกำลังตำรวจในราชการของไทยมีราว 2 แสนนาย แต่มีไว้ติดยศเดินตามบริการนายเสียตั้งเยอะแยะ หลายคนเขียนสำนวนคดีก็ไม่ได้ สืบเสาะหาข้อมูลก็แทบไม่เป็นแล้ว เพราะเป็นแต่เลขาฯ นาย

ภายใต้กระแสปฏิรูปประเทศไทย ประเด็นหนึ่งที่คนไทยแบบชาวบ้านๆ อยากเห็นก็คือ ถ้าทำอะไรใหม่ๆ ยังไม่ได้ อย่างน้อยก็อยากเห็นการเลิกของเก่าที่ชัดเจนว่า มันไม่เวิร์กกำลังตำรวจในราชการของไทยมีราว 2 แสนนาย แต่มีไว้ติดยศเดินตามบริการนายเสียตั้งเยอะแยะ หลายคนเขียนสำนวนคดีก็ไม่ได้ สืบเสาะหาข้อมูลก็แทบไม่เป็นแล้ว เพราะเป็นแต่เลขาฯ นาย

ปฏิรูประบบตำรวจงวดนี้ แม้เอาคนเหล่านี้กลับมาทำงานได้ ก็ทำงานตำรวจตรวจจับสำหรับชาวบ้านไม่ได้ น่าจะถือโอกาสเอามาปรับทัศนคติใหม่ อบรมใหม่ จะลงพื้นที่ไปทำงานก็กลับไปเสีย ถ้าทำใจไม่ได้ เพราะคุ้นแต่บริการนาย ก็น่าจะเชิญให้เออร์ลี่รีไทร์จากยศ แล้วสมัครเป็นพนักงานราชการของสำนักงานตำรวจใหม่ คืนอัตรา คืนตำแหน่งมาให้หน่วยปฏิบัติตามโรงพักดีกว่า

ส่วนพวกนายๆ นั้น ก็อาจเปลี่ยนไปใช้อัตราจ้างพนักงานราชการมั่ง ลูกจ้างชั่วคราวมั่ง มาเป็นเลขาฯ ติดตาม เป็นหน้าห้อง เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ ไม่ต้องเปลืองยศ เปลืองตำแหน่ง และอัตราข้าราชการไปเพื่อการนี้

หลักการทำนองเดียวกันนี้ ก็น่าจะใช้กับงานสายวิชาชีพในราชการอื่นด้วย ทั้งทหาร ครู พยาบาล วิศวกร นายช่างต่างๆ เป็นต้น พูดง่ายๆ อย่าเอาสายปฏิบัติและบริการประชาชนไปบริการผู้บริหารเลย จ้างคนที่เขามีหน้าที่และอาชีพบริการผู้บริหารไปเถอะ แล้วคืนคนที่ควรทำงานให้ประชาชนกลับมาทำงานให้ประชาชน

ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจกองทะเบียน ส่วนที่จะมานั่งตรวจเอกสารตามด่าน ตรวจเอกสาร ตามศูนย์ต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเอาคนมียศมาทำหรอก จะอ้างว่าอาจต้องใช้กำลังตรวจค้นจับกุม ก็ลองมองไปที่เจ้าหน้าที่ศุลกากร นั่นก็ไม่มียศ แต่เห็นทั้งล้อมทั้งจับได้สบาย จับกลางทะเลด้วย ไม่ใช่ที่ด่าน อาวุธก็พอมีได้ไม่น้อยหน้าใคร ขอแค่ในกฎหมายให้อำนาจจับกุมก็พอแล้ว มีหรือไม่มียศ ไม่เป็นสาระบังคับขนาดนั้นหรอก

เอาคนมียศ มีบ่าไปลงตำแหน่งกำลังน่าจะดีกว่า อย่างนี้ประชาชนจะชื่นใจ ได้ข้าราชการกลับมาบริการเขามากขึ้น คุ้มครองเขามากขึ้น ข้าราชการประจำหน่วยที่เคยดูแลประชาชนอยู่ ก็น่าจะรู้สึกถูกเอาเปรียบน้อยลง เงินเดือนเท่ากันแท้ๆ แต่คนหนึ่งดูนายให้สำราญใจ ทำงานได้สะดวกเป็นหลัก อีกพวกต้องนั่งตากหน้าให้ประชาชนมาร้อง มาเร่งงานตั้งแต่เช้ายันกลางคืน !

อีกเรื่องที่น่าจะปฏิรูป คือ ด้านการวิจัยค้นคว้าแห่งชาติ ปีหนึ่งๆ ประเทศไทยควรมีงบวิจัยทางวิชาการ เพื่อก้าวสู่ฐานความรู้ใหม่ที่นำมาใช้พัฒนาประเทศราว 1-2% ต่อจีดีพี (GDP) บางรัฐบาลในอดีตเคยคุยว่าจะให้งบวิจัยพัฒนาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เอาเข้าจริงก็หายจ้อย

ปัจจุบันเรามีงบวิจัยพัฒนาทุกประเภทรวมกันราว 0.02% ของ GDP ดังนั้น ที่เรายังเป็นอย่างเก่าๆ เดิมๆ เสียมาก ก็มาจากการที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของนวัตกรรมหลัก เช่น วิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ประยุกต์ต่างๆ รัฐบาลนี้มีโอกาสดีแล้ว เห็นตั้งกรรมการบูรณาการงบวิจัยขึ้นมา มีรองนายกฯ ยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นประธาน หวังใจว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาในวงการวิจัยได้เป็นระบบดีขึ้น

งานวิจัยจำนวนไม่น้อยเป็นแค่งบที่ให้นักวิชาการเอาไปค้นคว้าสนองความอยากรู้ของตัว บ่อยครั้งก็ทำวิจัยไปเพื่อทำเพิ่มตำแหน่งทางวิชาการ ไม่มีที่ให้เอาไปใช้งานได้จริงสักกี่มากน้อย ใครจะเอาไปใช้งานก็ไม่ไหว เพราะโจทย์วิจัยที่ตั้งมันแคบเกินไป บางทีก็ได้งานอ้างอิงตำราซะหนาเตอะตามมาตรฐาน แต่งานวิเคราะห์กลับตื้นเขิน หรือเสนอแนะอะไรที่ไม่มี How to สักอย่าง อย่างนี้ก็เหนื่อยใจ

ถ้าเราลองถอยมาคำนวณและประเมินตามความจำเป็นจริงๆ ของประเทศ และของโลก งานวิจัยที่เราน่าจะมีความรู้พื้นฐานดีพอต่อยอดได้มากๆ และขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์มากๆ ไม่ใช่เฉพาะกับไทย แต่ต่อภูมิภาคและต่อโลกด้วย นอกจากเรื่องวิจัยอาหาร วิจัยการเกษตร วิจัยพลังงานทดแทนแล้ว

คือเรื่องงานวิทยาศาสตร์ของ “ฝนเทียม” ครับ เราควรทุ่มเทงบวิจัยเพื่อประโยชน์ในการทำฝนเทียมให้เข้มข้นที่สุด ไฟป่า ภาวะน้ำท่วม ฝนแล้ง น้ำเค็มรุกเข้ามาในแม่น้ำพื้นที่เพาะปลูกขาดแคลนความอุดมสมบูรณ์ ปัญหาน้ำขาดแคลนจนเกิดการช่วงชิงน้ำระหว่างภาคเกษตรภาคเมือง ภาคโรงงาน ปัญหาพลังงานขาดแคลน ก็ล้วนแก้ไขได้ดีขึ้นหมด ถ้าเราบริหารฝนเทียมได้ มีน้ำฝนที่สะอาดในเวลาที่สม่ำเสมอ กำหนดจุดตก จุดกลั่นตัวได้จะเป็นสุดยอดของการจัดการประโยชน์จากธรรมชาติเลยเชียวครับ สำคัญกว่ามีมือถือ 3จี มีรถไฟความเร็วสูงตั้งเยอะ น้ำเค็มในโลกมีเหลือเฟือ คิดเป็น 7 ใน 10 ส่วนของโลกใบนี้โดนแดดก็ระเหยเป็นไอ แต่ดันไปตกเป็นฝนน้ำจืดในที่ที่ไม่จำเป็นตั้งมาก การยกเอาน้ำปริมาณขนาดนั้น ขึ้นไปที่สูงบนก้อนเมฆ คือ กลไกธรรมชาติต้นทางด้านพลังงานที่มหาศาล น้ำที่ตกลงมาถูกที่ถูกเวลานี้ทำให้ภูเขาสูงมีต้นสายลำธาร หุบเขาเป็นที่กักน้ำให้ชุ่มเพื่อรักษาป่า ส่วนสายน้ำไหลลงย่อมผ่านสารพัดระบบชีวิต ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ชะล้าง ท่องเที่ยว เป็นวัฏจักรที่ควรให้ดำรงต่อไป ถ้าวิจัยได้ต่อเนื่องก็ทำงานฝนเทียมได้แม่นขึ้นเรื่อยๆ โลกกำลังเข้าสู่ภาวะแล้งไปอีกนับสิบปี ถ้าเราทำเรื่องนี้ได้ดี ภูมิภาคนี้ก็ดีตาม ผู้ริเริ่มวิจัยการทำฝนเทียมของไทย จนกลายเป็นฝนหลวงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าท่านคือใครใช่ไหมครับ?

ขอถวายบังคมแทบเบื้องพระยุคลบาท พวกเราชาวไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลที่พระราชทานมาให้พวกเราชาวไทยมายาวนาน ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท