
เปิดสารพัดสูตรโมเดลเลือกตั้ง
การออกแบบระบบการเลือกตั้งกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น คณะกรรมาธิการหลายชุดต่างได้นำเสนอสูตรต่างๆ กันออกมารายวัน และล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.สถาบันพระปกเกล้าได้เสนอผลงานวิชาการเพื่อการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้นำไปพิจารณา ซึ่งมีข้อเสนอที่น่าสนใจดังนี้
การออกแบบระบบการเลือกตั้งกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น คณะกรรมาธิการหลายชุดต่างได้นำเสนอสูตรต่างๆ กันออกมารายวัน และล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.สถาบันพระปกเกล้าได้เสนอผลงานวิชาการเพื่อการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้นำไปพิจารณา ซึ่งมีข้อเสนอที่น่าสนใจดังนี้
สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการชำนาญการ จากสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า ผลการวิจัยการสร้างดุลอำนาจภายในรัฐสภา ว่า ประการแรก โครงสร้างรัฐสภาไทยต้องการรัฐสภาที่สะท้อนเสียงของประชาชนและมีเสถียรภาพทางการเมือง แต่จะต้องตรวจสอบได้ ฉะนั้นระบบรัฐสภาที่สอดคล้องกับความต้องการดังกล่าว ยังคงเป็นระบบสองสภา โดยใช้ระบบผสม (Mixed System) จำแนกเป็น 1) สส.บัญชีรายชื่อที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมือง และ 2) สส.แบ่งเขตเพื่อให้ได้ตัวแทนของพื้นที่
อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการแก้ไขข้อบกพร่องบางประการ เช่น กำหนดสัดส่วนโควตาของ สส. ที่สังกัดบัญชีรายชื่อให้ครอบคลุมกลุ่มต่างๆ อาทิ เพศ ผู้ด้อยโอกาส และวิชาชีพ ฯลฯ เพื่อป้องกันการผูกขาดของนายทุนพรรค เป็นต้น
ประการที่สอง กระบวนการเข้าสู่อำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องออกแบบการเลือกตั้งที่ตอบโจทย์การเมืองไทย ได้แก่ ทางเลือกที่ 1 การเลือกตั้ง สส.ระบบคู่ขนาน (ระบบผสมที่การคำนวณที่นั่งแบบแบ่งเขตกับบัญชีรายชื่อแยกจากกัน) มี 3 แนวทางย่อยประกอบด้วย
1.กำหนดให้มีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเสียงข้างมากธรรมดาเขตละ 1 คน (Single Member Constituency Majority System หรือ First-Past-The Post (FPP)) กับระบบบัญชีรายชื่อบัญชีเดียวใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เช่นเดียวกับที่ประเทศไทยเคยใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 3 ก.ค. 2554 แต่จะต้องปรับปรุงให้ สส.ทั้งสองประเทศมีจำนวนเท่ากัน
2.กำหนดให้ สส.แบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขตมีสัดส่วน 1 ต่อ 3 เช่นเดิม และใช้การเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อบัญชีเดียวทั่วประเทศ แต่ออกแบบระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใหม่ โดยนำระบบเขตใหญ่เบอร์เดียว (Single Non3transferable Vote) แบบเดียวกับการเลือกตั้ง “House of Councilors” ของญี่ปุ่น
3.กำหนดให้ สส.แบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขตมีสัดส่วน 1 ต่อ 3 เช่นเดิม และใช้การเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อบัญชีเดียวทั่วประเทศ แต่ออกแบบระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใหม่ โดยนำระบบการเลือกตั้งแบบจัดลำดับความนิยม (Preferential System) หรือการเลือกเผื่อไว้ ในรูปแบบการเลือกตั้งของออสเตรเลีย
ทางเลือกที่ 2 การเลือกตั้ง สส.ระบบผสมแบบเยอรมนี แต่ไม่กำหนดจำนวนที่นั่งขั้นต่ำในระบบเขต ทั้งนี้จะต้องกำหนดจำนวน สส.สองประเภทเท่ากัน โดยกำหนดจำนวนขั้นต่ำ เช่น สส.แบ่งเขต 200 คน สส.บัญชีรายชื่อ 200 คน ซึ่งประชาชนสามารถเลือก สส.ได้เขตละ 1 คนเท่ากันทั่วประเทศ และเลือกพรรคการเมืองได้ 1 พรรค โดยผู้สมัครในระบบเขตจะมีรายชื่อ 1-200 รายชื่อ ในบัญชีของพรรคด้วย นอกจากนั้นการคำนวณคะแนน จะนับคะแนนที่ประชาชนเลือก สส.บัญชีรายชื่อก่อน เพื่อคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าพรรคควรจะได้ สส.กี่คน จาก สส.ในรัฐสภา รวม 400 คน แล้วนำจำนวนของ สส.ที่ชนะในระบบเขตมาหักออก จะเท่ากับจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคที่จะเข้าสู่รัฐสภา
“เมื่อนำผลการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทย ปี 2554 มาคำนวณตามระบบเลือกตั้งทั้ง 4 รูปแบบ พบว่า สัดส่วนของพรรคที่ชนะการเลือกตั้งอันดับที่ 1 พรรคที่ได้คะแนนอันดับที่ 2 และคะแนนรวมของพรรคอื่นๆ ไม่มีเปลี่ยนแปลงมากนัก ฉะนั้นไม่ว่าจะเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งแบบได้ ผลที่ได้ไม่แตกต่างกัน แต่ตัวชี้วัดระบบการเลือกตั้งไทย อยู่ที่ตัวบุคคลที่จะมาเป็นนายก” สติธร ระบุ
ขณะที่ “ปัทมา สูบกำปัง” นักวิชาการชำนาญการ สถาบันพระปกเกล้า ได้นำเสนอประเด็นการสร้างดุลอำนาจระหว่างองค์กรทางการเมืองที่สำคัญ โดยระบุว่า บทบาทหน้าที่ขององค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีการปฏิรูป เริ่มจากศาลรัฐธรรมนูญจะต้องปฏิรูป อาทิ 1.ทบทวนอำนาจในการเสนอคำร้องของสมาชิกรัฐสภาให้สามารถตรวจสอบได้เฉพาะร่างกฎหมายเกี่ยวกับรัฐ เพื่อป้องกันการหวังผลทางการเมือง 2.ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการตรวจความถูกต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีสิทธิตรวจสอบเนื้อหาในการแก้ไข
ประด็นที่ 3.การตรวจสอบสถานะและคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการยุบพรรคการเมือง ควรเป็นอำนาจวินิจฉัยของศาลและกระบวนการยุติธรรม 4.อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสิ้นสภาพควรกลับไปอยู่กับรัฐสภา และ 5.การชี้ขาดเกี่ยวกับพรรคการเมืองและการ
กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ควรเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
“คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นจุดพลิกผันทางการเมือง เป็นคู่ขัดแย้งของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และประชาชน นอกจากนั้นยังทำให้นายกฯ ต้องพ้นจากตำแหน่งถึง 3 คน พรรคที่ชนะการเลือกตั้งถูกยุบ 2 พรรค การเลือกตั้งทั่วไปเป็นโมฆะอีก 2 ครั้ง รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา และการตรา พ.ร.บ.ตามนโยบายรัฐบาลต้องตกไป ฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญควรถึงเวลาปรับบทบาท”
สำหรับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะต้องมีการเปิดเผยทรัพย์สินและหนี้สิน เพื่อให้สาธารณะติดตาม ตรวจสอบ เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. และ สว.
ทั้งหมดนี้อีกไม่นานจะได้รู้กัน







