posttoday
คดี ‘พงศ์พัฒน์’ กระตุ้นปฏิรูปตำรวจ

คดี ‘พงศ์พัฒน์’ กระตุ้นปฏิรูปตำรวจ

03 ธันวาคม 2557

“ตำรวจ” นับเป็นหนึ่งในองค์กรของประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 100 ปีที่เกิดการเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ส่วนราชการที่สังกัดอยู่ในกระทรวงมหาดไทยที่สมัยนั้นยังเรียกกันว่า “กรมตำรวจ” จนมาถึงการเป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ที่อยู่ภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน

“ตำรวจ” นับเป็นหนึ่งในองค์กรของประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 100 ปีที่เกิดการเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ส่วนราชการที่สังกัดอยู่ในกระทรวงมหาดไทยที่สมัยนั้นยังเรียกกันว่า “กรมตำรวจ” จนมาถึงการเป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ที่อยู่ภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน

กระแสเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปตำรวจไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ แต่ได้เกิดขึ้นมาตลอด เพราะมองกันว่าตำรวจมักจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือให้กับฝ่ายการเมืองในแต่ละยุคสมัย ขึ้นอยู่กับว่าเวลานั้นใครขึ้นมาเป็นรัฐบาล ถ้าพรรคใดสามารถทำหน้าที่เป็นรัฐบาลได้นาน โอกาสที่จะสร้างเครือข่ายตำรวจการเมืองก็ย่อมมีมากกว่าบางพรรคหรือบางฝ่ายที่อยู่ในอำนาจได้ไม่นาน

ปัญหาการบริหารราชการตำรวจหลักๆ ที่พบนั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วน ได้แก่

1.การโยกย้ายนายตำรวจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งจะเห็นได้จากการไม่มีมาตรฐานในการแต่งตั้งตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่ไม่รู้ว่าจะยึดหลักความอาวุโส หรือความรู้ความสามารถกันแน่ หรือจะมีส่วนผสมระหว่างความอาวุโสกับความรู้ความสามารถอย่างไร สุดท้ายทั้งสองหลักเกณฑ์ก็ต้องแพ้ให้กับ “หลักความสนิทสนมทางการเมือง”

2.การเรียกรับผลประโยชน์ในทางที่มิชอบ เมื่อตำรวจมีอำนาจจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายค่อนมาก ย่อมทำให้เป็นบ่อเกิดการใช้อำนาจในทางที่มิชอบเช่นกัน เห็นได้จากกรณีที่มีอดีตนายตำรวจระดับบิ๊กไม่น้อยที่ต้องมาตายน้ำตื้นด้วยการเรียกรับผลประโยชน์

แรงกดดันให้เกิดการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติในอดีตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นในรูปแบบไฟไหม้ฟาง วูบวาบในช่วงแรกก่อนจะเงียบหายไปในช่วงสุดท้าย พรรคการเมืองในฐานะฝ่ายถืออำนาจรัฐก็ไม่อยากจะเข้าไปแตะต้องอะไรมาก เพราะตัวเองจำเป็นต้องให้ตำรวจช่วยสร้างความเข้มแข็งในทางการเมือง จึงเป็นผลให้ปัญหาของตำรวจถูกสะสมโดยไม่มีโอกาสได้รับการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม มาถึงตอนนี้การปฏิรูปตำรวจมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเป็นรูปธรรม เนื่องจากทันทีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ปรากฏว่าได้ใช้
อำนาจรัฏฐาธิปัตย์แก้ไขพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ที่ให้ปลัดกระทรวงกลาโหมเข้ามามีตำแหน่งเป็นกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) จากเดิมที่ไม่มีโควตาของกระทรวงกลาโหม ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ให้แม่บ้านของกองทัพมาทำหน้าที่ในกิจการของตำรวจ เพื่อประสานงานด้านความมั่นคง

ตามมาด้วยการออกประกาศ คสช. ฉบับที่ 89/2557 ว่าด้วยเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อจัดระเบียบการแต่งตั้งและโยกย้ายตำรวจ รวมไปถึงการจัดลำดับอาวุโสใหม่ ซึ่งกำหนดให้ผู้มียศสูงกว่า (ไม่รวมยศที่ได้รับจากการแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ) เป็นผู้มีลำดับสูงกว่า จากเดิมที่การแต่งตั้งโยกย้ายจะยึดหลักของการใช้ดุลพินิจมากกว่า

การดำเนินการในสองส่วนดังกล่าวของ คสช. เป็นการแสดงให้เห็นว่าเอาจริงเอาจังกับการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งส่วนหนึ่ง คสช.อาจได้เห็นบทเรียนจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มาแล้วเมื่อปี 2549 โดยครั้งนั้น คมช.ไม่ใช้อำนาจ รัฏฐาธิปัตย์เพื่อปฏิรูปบางส่วนไปก่อนแต่เลือกใช้กลไกนิติบัญญัติผ่านการเสนอกฎหมายเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แทน ซึ่งสุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่ง

มาถึงเวลานี้กระแสการปฏิรูปตำรวจได้กลับมา ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้เงียบหายไปอยู่พักใหญ่ โดยปัจจัยที่กระตุ้นให้กระแสดังกล่าวกลับมาอีกครั้ง คือ กรณีการทำผิดกฎหมายขั้นร้ายแรงของ “บิ๊กกิ๊ก” พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

จริงอยู่กรณีของบิ๊กกิ๊กอาจเป็นการกระทำความผิดส่วนบุคคล แต่ถ้ามองกันในเชิงลึกแล้ว กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง เพราะถ้าระบบโครงสร้างตำรวจมีความแข็งแรงจริง ย่อมจะมีระบบตรวจสอบกันเองที่เข้มแข็งพอที่จะป้องกันไม่ให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่สร้างเครือข่ายกระทำความผิดเสียเอง

ล่าสุด โมเดลการปฏิรูปตำรวจชุดแรกได้ออกมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แล้ว โดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เสนอให้ยุบคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และจัดตั้งสภากิจการตำรวจแห่งชาติ พร้อมกับกระจายอำนาจการบริหารกิจการตำรวจให้ลงสู่ภูมิภาคจากเดิมที่รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง

ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ขณะนี้สุกงอมพอที่รัฐบาลและ คสช.มีความชอบธรรมพอจะปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่ จึงเป็นแรงบีบมายัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ต.ช. ที่ต้องยึดหลัก “ทำก่อน ทำจริง ทำทันที” กับการปฏิรูปตำรวจ เพราะมิเช่นนั้นแล้วคงเสียของเหมือนในอดีตอีก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท