
ชงกองทุนคุณธรรมฯ​ สร้างรั้วป้องกันทุจริต
นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ประธานมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด เปิดเผยว่า ภัยจากการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นภัยร้ายแรงที่ทำให้เกิดวิกฤตในบ้านเมือง
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ประธานมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด เปิดเผยว่า ภัยจากการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นภัยร้ายแรงที่ทำให้เกิดวิกฤตในบ้านเมือง ซึ่งจะต้องแก้ไขด้วยกัน 3 ด้านใหญ่ๆ คือ 1.ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม 2.ป้องกัน อย่างเช่น การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฮั้ว การจัดซื้อจัดจ้าง การแต่งตั้งโยกย้าย และ 3.การปราบปราม ซึ่งเป็นบทบาทของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม เรื่องป้องกันทุจริตไม่อาจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะ ป.ป.ช., ปปง., ตำรวจ ล้วนแต่ตกอยู่ใต้อิทธิพลง่าย ถูกครอบงำง่าย การรักษาโรคหรือปราบปรามต้องทำภาคประชาชนให้เข้มแข็ง ต้องขัดกระจกเงาให้ใสแจ๋ว ให้กระจกเงาสะท้อนภาพของรัฐบาลได้ ให้ประชาชนมีสิทธิโวยวายได้ ให้ประชาชนเป็นเจ้าทุกข์ ให้ประชาชนตื่นตัว
“เราไม่สามารถทำให้ภาคการเมืองคลีนได้ 100% แม้แต่สิงคโปร์ เกาหลี เราเห็นว่ายังมีอยู่ แม้เขาจะได้ที่หนึ่งของโลก แต่ก็ยังมีคนคอร์รัปชั่น ดังนั้นสิ่งที่น่าทำอย่างยิ่งคือ สร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชน”
ประธานมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด ระบุว่า จากการประชุมภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น มีความตกลงร่วมกัน ทั้ง คุณประมนต์ สุธีวงศ์ คุณพลเดช ปิ่นประทีป ที่จะตั้งกองทุนสนับสนุนการทำงานของประชาชน เอกชน และสื่อสารมวลชน ได้ทำงานด้านคุณธรรมและธรรมาภิบาล จนสรุปออกมาเป็นร่าง พ.ร.บ.คุณธรรมและธรรมาภิบาลแห่งชาติ
“ร่างกฎหมายนี้ไม่ได้เสนออะไรใหม่ เป็นการยกฐานะศูนย์คุณธรรมที่มีอยู่แล้วเป็นองค์การมหาชน ในกระทรวงวัฒนธรรมตอนนี้ได้สตางค์มาทำงานปีละ 20 ล้านบาท แต่การแก้ปัญหามะเร็งร้ายยังไม่พอ เราจึงเสนอร่างนี้ให้ยกเป็นองค์กรเหมือนนิติบุคคลตามกฎหมาย คู่ขนานไปกับสิ่งใหม่คือกองทุน เหมือน สสส. แต่เป็นกองทุนคุณธรรมและธรรมาภิบาล“
ทั้งสององค์กรจะอยู่ภายใต้การบริหารของซูเปอร์บอร์ด อาจมี 4-5 คน ซึ่งที่รัฐสภาเป็นผู้เสนอชื่อ ครม.เห็นชอบแล้วกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยจะเป็นคนมีจริยวัตร จริยธรรม คุณธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม 4-5 คน เป็นเทอม เทอมละ 5 ปี เป็นต้นแบบให้สังคม
นพ.จักรธรรม กล่าวว่า กองทุนนี้จะเป็นมรดกชิ้นสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่หลังจากยื่นเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณาเมื่อเดือนก่อน ทราบว่าขณะนี้เรื่องถูกส่งต่อไปให้กระทรวงวัฒนธรรมและรัฐมนตรีตั้งคณะทำงานฝ่ายข้าราชการขึ้นมาพิจารณารายละเอียด ไม่รู้ว่าจะให้เราไปพบชี้แจงเมื่อไหร่
“เป็นสัญญาณไม่ดี ทำให้เรากังวลเหมือนที่ท่านอานันท์ ปันยารชุน กังวล ว่าคอร์รัปชั่นเรื่องใหญ่ของประเทศ ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน แต่ปรากฏว่าถูกแคสเคดลงไป สิ่งที่นายกฯ พูด ตอนเป็นหัวหน้า คสช.หลายครั้งว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่ แต่พอเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวกลับไม่เห็น พวกเรากังขาอยู่กับคำชี้แจงว่าเรื่องนี้ยาดำอยู่ในทั้ง 11 เรื่อง เป็นการคิดเหมือนในอดีต ไม่มีใครเจ้าภาพหลัก นี่คือปัญหา”
“เราไม่เชื่อว่าในหนึ่งปีจะทำให้การเมืองหรือสังคมไทยใสสะอาดขึ้นมาได้ แต่จะต้องมีระบบทิ้งไว้ นี่เป็นสิ่งที่ยากฝากถึงนายกฯ ต้องคิดถึงช่วงเวลาหลังจากหมดวาระ รัฐบาลเชื่อว่ามีเจตนาดีไม่โกง แต่อยากให้สร้างกำแพงคอนกรีต ให้ลูกหลาน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชน
...นายกฯ บอกผมไม่โกง สักบาทไม่โกงแต่ไม่ส่งซิกแนลว่าจะขุดรากถอนโคนแก้ปัญหาทุจริต ตรงนี้เรากังวลใจ ประชาชนคาดหวังนายกฯ ท่านต้องยิ่งขับเคลื่อนว่าเอาจริงเรื่องนี้ หากช้าไป เพิกเฉย จะยิ่งเป็นลบ แต่ถ้าท่านจะมานั่งซูเปอร์บอร์ดเป็นเรื่องดี แต่ว่าถ้าท่านไปเอ็มพาไซส์เรื่องอื่น เช่น เรื่องปรองดองเรื่องเดียว ก็เป็นห่วงว่าเรื่องทุจริตจะไม่ออกมา ผ่านไปปีหนึ่งนักการเมืองเก่าๆ กลับเข้ามาในสภาเต็มไปหมด เชื่อว่าระบบการจัดซื้อจัดจ้าง แต่งตั้งโยกย้ายเหมือนเดิม ดังนั้นต้องใช้จังหวะนี้ และหวังแค่คนคนเดียวคือนายกฯ”
นพ.จักรธรรม กล่าวว่า กองทุนนี้จะทำให้ประชาชนเข้มแข็งโดยไม่ต้องจ่ายเงินตัวเอง โดยจะทำหน้าที่เป็นคนเป่านกหวีด เป็นหมาเฝ้าบ้าน มีพลัง มีความรู้ แต่เรื่องการดำเนินคดีก็เป็นเรื่องของราชการ ส่วนประเด็นเรื่องการให้อำนาจประชาชนฟ้องเรื่องทุจริตได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านอัยการก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปพิจารณาว่าจะบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป
นอกจากนี้ สภาพปัจจุบันยังมีข่าวไม่ดีกับรัฐบาลเรื่องทุจริตมากขึ้น หลายเรื่องไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล ยังได้ยินเรื่องร้องเรียนเยอะแต่ไม่มีหลักฐานชัดเจน มีคนส่งข้อมูลแต่ไม่ลงชื่อทั้งเรื่องการซื้อตำแหน่งก็ยังมีอยู่ ดังนั้นต้องหาทางป้องกันสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไทยหลังจากนี้อีกหนึ่งปี คือความเข้มแข็งของภาคประชาชนแบบยั่งยืน







