posttoday
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (15)

ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (15)

02 ธันวาคม 2557

สหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนของชาวโปรเตสแตนต์ ที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้การกดขี่ของคริสตจักรโรมัน คาทอลิก บทเรียนอันขมขื่นจากอดีตทำให้สหรัฐสร้างประเทศให้เป็น “รัฐฆราวาส” มิให้ศาสนาเข้าไปครอบงำการเมือง ให้ศาสนาเป็นเรื่องความเชื่อของปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มคนในวงการตุลาการ ผู้ที่เป็นคาทอลิกอย่าง เอ็ดเวิร์ด ดักลาส ไวท์ จึงมีโอกาสขึ้นสู่ตำแหน่งประธานตุลาการศาลสูงสุด

สหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนของชาวโปรเตสแตนต์ ที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้การกดขี่ของคริสตจักรโรมัน คาทอลิก บทเรียนอันขมขื่นจากอดีตทำให้สหรัฐสร้างประเทศให้เป็น “รัฐฆราวาส” มิให้ศาสนาเข้าไปครอบงำการเมือง ให้ศาสนาเป็นเรื่องความเชื่อของปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มคนในวงการตุลาการ ผู้ที่เป็นคาทอลิกอย่าง เอ็ดเวิร์ด ดักลาส ไวท์ จึงมีโอกาสขึ้นสู่ตำแหน่งประธานตุลาการศาลสูงสุด

ไวท์เป็นชาวใต้โดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2388 ที่เมืองธิโบดิวซ์วิลล์ ทางตอนใต้ของมลรัฐหลุยเซียนา ปัจจุบันเมืองนี้เปลี่ยนชื่อเป็นธิโบดอซ์ บิดาเคยเป็นผู้ว่าการมลรัฐหลุยเซียนา ปู่เป็นแพทย์ เป็นผู้พิพากษา และเป็นผู้แทนราษฎรสหรัฐ แม่เป็นหลานของนายอำเภอเมืองโคลัมเบีย สมัยที่ เจมส์ มอนโร และแอนดรูว์ แจ็กสัน เป็นประธานาธิบดี บิดามีไร่อ้อย ขนาดใหญ่ซึ่งต้องใช้แรงงานทาสจำนวนมาก

ประวัติชีวิตของไวท์ช่วงสงครามกลางเมืองค่อนข้างสับสน เมื่อเกิดสงครามในปี 2404 ไวท์อายุได้เพียง 16 ปี มีประวัติว่าเขาได้เข้าเป็นทหารในกองทัพของนายพลริชาร์ด เทย์เลอร์ จนได้รับยศเป็นนายร้อยโท แต่ไม่มีหลักฐาน มีประวัติว่าไวท์เกือบถูกจับโดยกองทัพของฝ่ายเหนือ แต่เขาหนีรอดไปได้

หลักฐานชิ้นเดียวที่ชัดเจน คือ บันทึกเรื่องสงครามกลางเมืองในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีชื่อของไวท์ถูกจับในปฏิบัติการที่เมืองมอร์แกนซา เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2408 เขาถูกส่งไปคุมขังในเมืองนิวออร์ลีนส์ บันทึกระบุว่า ไวท์เป็นทหารยศร้อยโทในกองร้อยของร้อยเอกดับบลิว. บี. เบอร์โรว์ ซึ่งเป็นกองทหารม้าในหลุยเซียนา ที่น่าจะรวมตัวกันอย่างหลวมๆ เป็นกองทหารที่รบแบบกองโจร ไวท์ได้รับการปล่อยตัวเมื่อเดือน เม.ย. 2408 เขาเดินเท้ากลับบ้านในเครื่องแบบที่กะรุ่งกะริ่ง

ไวท์กลับไปถึงบ้าน พบกับไร่ที่ถูกทิ้งร้าง เขากลับเข้าเรียนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยหลุยเซียนา ในนิวออร์ลีนส์ ซึ่งปัจจุบันคือโรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยทูเลน จนจบ เริ่มอาชีพกฎหมายเมื่ออายุ 23 ปี และเข้าร่วมกับกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับพวกรีพับลิกัน และสนับสนุนฝ่ายเดโมแครตผิวขาว และเมื่ออายุ 29 ปี ไวท์ได้รับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิก มลรัฐหลุยเซียนา ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลสูงสุดของมลรัฐช่วงปี 2422-2423 และเข้าร่วมกับ
ผู้ว่าการรัฐฟรานซิส ที. นิโคลส์ อดีตนายพลในกองทัพฝ่ายใต้ ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐช่วงปี 2420-2423 และต่อมาได้รับเลือกอีกสมัยช่วงปี 2431-2435

ไวท์ได้รับเลือกจากมลรัฐให้ไปรับตำแหน่งเป็นวุฒิสมาชิกของรัฐสภาสหรัฐ สืบแทน เจมส์ บี ยูสติส เมื่อปี 2434 เขาลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2437 เมื่อได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลสูงสุด โดยประธานาธิบดี โกรเวอร์ คลีฟแลนด์ จากพรรคเดโมแครต ขณะนั้นไวท์มีอายุได้ 49 ปี

เมื่อตำแหน่งประธานศาลสูงสุดว่างลงในปี 2453 สื่อมวลชนคาดการณ์กันว่า ประธานาธิบดี โฮวาร์ด ทัฟต์ จะเลือกเสนอชื่อ ชาร์ลส์ อีแวนส์ ฮิวจ์ส ซึ่งเป็นฝ่ายรีพับลิกัน พรรคเดียวกับประธานาธิบดีทัฟต์ เข้ารับตำแหน่งสืบแทน เมื่อทัฟต์เสนอชื่อไวท์ซึ่งเป็นฝ่ายเดโมแครต จึงเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด

นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่า การที่ประธานาธิบดีทัฟต์ตัดสินใจเลือกไวท์ซึ่งมีอายุถึง 65 ปีแล้ว และสุขภาพไม่สู้ดี เพราะอ้วนมาก อาจเป็นเพราะทัฟต์หวังว่าจะได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานตุลาการศาลสูงสุดแทนหลังพ้นตำแหน่งในปี 2456 ไวท์อยู่ในตำแหน่งต่อมาได้ 11 ปี จึงถึงแก่มรณกรรม และทัฟต์ก็ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานตุลาการศาลสูงสุดสืบแทนจริงๆ โดยประธานาธิบดี วาร์เรน จี. ฮาร์ดิง

ไวท์ ได้สร้างผลงานสำคัญในศาลสูงสุดไว้หลายเรื่อง ในปี 2339 ไวท์เป็นฝ่ายที่ตัดสินคดีเปลซซี กับเฟอร์กูสัน ยอมให้มีการ “แยกปฏิบัติ” ระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวสี ซึ่งเป็นคดีที่มีปัญหา “ย้อนแย้ง” สูง ซึ่งจะได้กล่าวถึงคดีนี้โดยละเอียดต่อไป การตัดสินครั้งนั้น ตุลาการคนหนึ่งงดออกเสียง คัดค้านเพียงหนึ่งเสียง

ไวท์ เป็นผู้เรียกชื่อ “กฎแห่งเหตุผล” อันเป็นหลักกฎหมายเพื่อใช้ตีความ “กฎหมายป้องกันการผูกขาดเชอร์แมน” ซึ่งเป็นกฎหมายป้องกันการผูกขาดฉบับสำคัญของสหรัฐ หลักการคือ การกระทำบางเรื่อง เช่น การกำหนดราคาตายตัว เป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน แต่บางเรื่อง เช่น การครอบครองสิทธิผูกขาดแต่ผู้เดียว จะต้องมีการวิเคราะห์โดยใช้ “กฎแห่งเหตุผล” และจะพิจารณาว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เฉพาะกรณีที่สิทธิผูกขาดแต่ผู้เดียวนั้น ขัดขวางการค้าโดยไม่มีเหตุผล

ผู้ริเริ่มพัฒนากฎแห่งเหตุผลนี้คือ วิลเลียม โฮวาร์ด ทัฟต์ ในช่วงดำรงตำแหน่งประธานตุลาการศาลอุทธรณ์ ในระหว่างเปิดศาลจรสมัยที่ 6 ในคดีระหว่างบริษัทท่อและเหล็กกล้าแอดดิสตันกับสหรัฐ ซึ่งศาลสูงสุดพิพากษายืนในปี 2342 หลักการนี้มีส่วนสำคัญในการใช้ตัดสินของศาลสูงสุดคดี บริษัทสแตนดาร์ดออยส์แห่งนิวเจอร์ซีย์กับสหรัฐ เมื่อปี 2452

ไวท์ เป็นผู้เขียนคำพิพากษาเมื่อปี 2459 รับรองให้รัฐบัญญัติอดัมสันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กำหนดให้พนักงานรถไฟทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง ในคดีระหว่างกวินน์กับสหรัฐ ซึ่งศาลสูงสุดตัดสินเป็นเอกฉันท์ เมื่อปี 2458 ให้กฎหมายของมลรัฐโอคลาโฮมาและแมริแลนด์ ขัดต่อบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 อย่างร้ายแรง จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

กฎหมายดังกล่าวตัดสิทธิเลือกตั้งคนผิวดำและคนผิวขาวที่ยากจนมาก ไวท์เป็นผู้เขียนคำพิพากษานี้ หลังการพิพากษารัฐทางใต้ยังคงพยายามหาทางหลีกเลี่ยงไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษา สะท้อนถึงความคิดการแบ่งแยกผิวที่ยังคงรุนแรงในภาคใต้ ในปี 2461 ศาลสูงสุดตัดสินให้กฎหมายเกณฑ์ทหารปี 2460 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ คำพิพากษานี้ประธานาธิบดีทัฟต์ชื่นชมว่าเป็น “หนึ่งในความเห็นที่ยิ่งใหญ่ของไวท์”

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ